ชัชชาติ ขานรับคำชมพรรคประชาธิปัตย์ ฝากชาวกรุงคัด สก. คุณภาพเข้ามาทำงานร่วมกัน ชี้ระบบแยกเลือกทำให้ผู้ว่าฯ คุมเสียงไม่ได้ ต้องพร้อมดีลกับทุกฝ่าย มองแง่ดีศึกชิงเก้าอี้รอบนี้คึกคัก มีทั้งตัวแทนพรรคประชาชน พรรคปชป. และอดีต ผบช.น. มั่นใจสร้างบรรยากาศแข่งขันเชิงสร้างสรรค์ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้าเมือง
เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้คะแนนการทำงานของตนเองมากกว่า 5 คะแนน รวมถึงกรณีที่สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ของพรรคประชาธิปัตย์แสดงความประสงค์อยากร่วมงานด้วยว่า ขอขอบคุณในความคิดเห็นดังกล่าว พร้อมระบุว่าการประเมินผลงานตนเองไม่สามารถทำได้ ต้องเปิดรับฟังเสียงสะท้อนและคำวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนเป็นหลัก
นายชัชชาติระบุว่า พร้อมทำงานร่วมกับ สก.ทุกคนจากทุกพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน รวมถึงสมาชิกที่ไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง ซึ่งต่างมีศักยภาพและความตั้งใจในการทำงานเพื่อประชาชน พร้อมกันนี้ได้ขอให้ประชาชนช่วยกันพิจารณาคัดเลือก สก.ที่มีความซื่อสัตย์ สุจริต และสามารถทำงานเพื่อส่วนรวมได้อย่างแท้จริงเข้ามาทำหน้าที่
“อนาคตผู้ว่าฯ กทม.จะเป็นใครก็ตาม คงจะได้ สก.ที่ดี มีคุณภาพมาทำงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ ผู้ว่าฯ กทม.กับ สก.แยกกันเลือก จึงไม่สามารถควบคุมได้ว่าเราจะต้องมี สก.ในมือ ดีที่สุดคือต้องทำงานร่วมกับ สก.ที่ประชาชนเลือกมาให้ได้” นายชัชชาติกล่าว
สำหรับบรรยากาศการแข่งขันทางการเมืองในสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. นายชัชชาติกล่าวว่า ถือเป็นเรื่องที่ดี โดยมีผู้สมัครหลายคนจากหลายพรรคการเมืองลงพื้นที่นำเสนอนโยบายแก่ประชาชน อาทิ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครจากพรรคประชาชน และนายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ร่วมลงพื้นที่เหตุรถไฟชนรถโดยสารประจำทางด้วยกัน ถือเป็นบรรยากาศที่สร้างสรรค์ทางการเมือง
นายชัชชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า การเลือกตั้งไม่ใช่การแข่งขันแบบการต่อสู้ แต่เป็นการนำเสนอแนวทางและนโยบายที่ดีที่สุดให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ และยิ่งมีผู้สมัครหลากหลายยิ่งเป็นผลดีต่อประชาชน รวมถึงมีอดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาลร่วมลงสมัครด้วย ซึ่งเชื่อว่าจะมีความเข้าใจปัญหาในพื้นที่กรุงเทพมหานครเป็นอย่างดี
“เป็นบรรยากาศที่สร้างสรรค์ สุดท้ายคนชนะก็อาจจะเอานโยบายของคนที่ได้รับเลือกเข้าไปช่วยกันทำงานต่อได้ เพราะกรุงเทพฯ เป็นเมืองสำคัญ ต้องแข่งขันกับเมืองอื่นในการดึงดูดนักลงทุนและคนเก่ง หากพลาดโอกาสในช่วง 4 ปี จะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของเมืองในอนาคต” ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครกล่าวทิ้งท้าย



















