ผู้ว่าฯ ชัชชาติ แท็กทีมรอง ผบ.ตร. และ บช.น. ลงพื้นที่ทองหล่อ ปล่อยแถวบูรณาการตรวจมาตรฐานความปลอดภัยสถานบริการทั่วกรุงเทพฯ เผยสัปดาห์เดียวลุยตรวจแล้ว 573 แห่ง หวังปิดช่องว่างกฎหมาย ป้องกันเหตุซ้ำรอย พร้อมกำชับเขตวัฒนาจับตา “ซอยคาวบอย” แออัดเสี่ยงภัยสูง
เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 19 กรกฎาคม ที่สถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล คณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ผู้แทนสำนักงานเขต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมปล่อยแถวและลงพื้นที่ตรวจสถานบริการในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อบูรณาการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยและการปฏิบัติตามกฎหมาย สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว
การตรวจครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานคร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจนครบาล สำนักงานเขต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งตรวจสอบทั้งโครงสร้างอาคาร ทางเข้า-ออก ทางหนีไฟ ระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย ระบบไฟฟ้า อุปกรณ์ความปลอดภัย ระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน รวมถึงแผนอพยพเมื่อเกิดเหตุ ตลอดจนการปฏิบัติตามกฎหมายและเงื่อนไขการประกอบกิจการ หากพบการฝ่าฝืนหรือมีข้อบกพร่อง จะดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมกำหนดแนวทางแก้ไขและติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการเกิดเหตุซ้ำและยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอย่างเป็นรูปธรรม
พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวว่า การระดมตรวจครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากเหตุเพลิงไหม้สถานประกอบการย่านลาดพร้าวเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ทุกหน่วยงานต้องร่วมกันยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของสถานบริการ ทั้งด้านโครงสร้างอาคาร ระบบไฟฟ้า ระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย ทางออกฉุกเฉิน ทางหนีไฟ ระบบแจ้งเตือนภัย และแผนเผชิญเหตุ โดยต้องมีการตรวจสอบ ประเมิน และติดตามอย่างต่อเนื่องตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย
รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 13-18 กรกฎาคมที่ผ่านมา กองบัญชาการตำรวจนครบาล ร่วมกับกรุงเทพมหานคร สำนักงานเขต ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เข้าตรวจสถานบริการและสถานบันเทิงทั่วกรุงเทพมหานครแล้วรวม 573 แห่ง พร้อมย้ำว่าปฏิบัติการครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงการบังคับใช้กฎหมาย แต่เป็นมาตรการเชิงป้องกัน เพื่อให้ผู้ประกอบการตระหนักถึงความรับผิดชอบในการดูแลสถานประกอบการให้มีความปลอดภัยตามมาตรฐาน ลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
พล.ต.อ.ธัชชัย ยังระบุว่า ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต โปร่งใส และเป็นธรรม ควบคู่กับการให้คำแนะนำด้านกฎหมายและมาตรฐานความปลอดภัยแก่ผู้ประกอบการ เพื่อให้สามารถแก้ไขข้อบกพร่องได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะจุดเสี่ยงที่อาจกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สิน ต้องเร่งดำเนินการทันที พร้อมย้ำว่าทุกหน่วยงานต้องร่วมกันปิดช่องว่างของการกำกับดูแล ตั้งแต่ขั้นตอนการอนุญาต การตรวจสอบ การบังคับใช้กฎหมาย การเตรียมพร้อมรับเหตุฉุกเฉิน ไปจนถึงการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ การตรวจครั้งนี้ยังได้นำ “บทเรียน 10 ข้อ” ที่กรุงเทพมหานครสรุปจากเหตุเพลิงไหม้ร้านอาหารย่านลาดพร้าว มาใช้เป็นแนวทางตรวจสอบสถานบริการ โดยเน้นความพร้อมของทางหนีไฟ ทางเข้า-ออกที่สามารถใช้งานได้จริง ไม่มีสิ่งกีดขวาง มีป้ายบอกทางชัดเจน ระบบไฟฉุกเฉิน และอุปกรณ์ดับเพลิงที่อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน หากพบข้อบกพร่อง ผู้ประกอบการต้องเร่งแก้ไขโดยทันที
ด้านนายชัชชาติ เปิดเผยว่า กรุงเทพมหานครมีสถานบริการและสถานประกอบการที่ต้องตรวจสอบประมาณ 1,100 แห่ง โดยในระยะแรกจะเร่งตรวจสถานประกอบการที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นพื้นที่เสี่ยงให้แล้วเสร็จภายใน 14 วัน ส่วนที่เหลือจะดำเนินการให้ครบภายใน 60 วัน
สำหรับพื้นที่เขตวัฒนา พบว่ามีสถานบริการที่ได้รับใบอนุญาตจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล 19 แห่ง และมีสถานประกอบการคล้ายสถานบริการที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานเขตวัฒนาอีก 74 แห่ง โดยสำนักงานเขตได้เข้าตรวจสอบแล้ว 34 แห่ง พบว่า 3 แห่งไม่มีใบอนุญาต จึงมีคำสั่งปิด และอยู่ระหว่างพิจารณาปิดเพิ่มอีก 1 แห่ง ขณะเดียวกันยังเฝ้าระวังพื้นที่ซอยคาวบอยเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีอาคารก่อสร้างมานาน มีสภาพแออัด และมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
ภายหลังปล่อยแถว เจ้าหน้าที่นำโดย พล.ต.ต.ชรินทร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พร้อมคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ผู้อำนวยการเขตวัฒนา และเจ้าหน้าที่สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เข้าตรวจสอบร้าน “นั่งเล่น” ภายในซอยเอกมัย 5 เขตวัฒนา ผลการตรวจพบว่า ระบบป้องกันอัคคีภัยและทางหนีไฟยังไม่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัย อาทิ ประตูหนีไฟมีสีใกล้เคียงกับตัวอาคารจนสังเกตได้ยาก ป้ายบอกทางหนีไฟและปุ่มสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ไม่สามารถใช้งานได้
เบื้องต้น สำนักงานเขตวัฒนาเตรียมมีคำสั่งให้ผู้ประกอบการเร่งปรับปรุงแก้ไข และจะยังไม่อนุญาตให้เปิดให้บริการ จนกว่าจะดำเนินการแก้ไขให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยครบถ้วน.



















