นายกรัฐมนตรีเผยผลสอบทุจริตสอบแข่งขันบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ปี 2568 อยู่ระหว่างจัดทำรายงานเป็นลายลักษณ์อักษร ย้ำรัฐบาลไม่ปกป้องผู้เกี่ยวข้อง ยึดแนวทาง “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ไม่สนเป็นใคร ใหญ่หรือเล็ก หากพบผิดต้องรับโทษตามกฎหมาย พร้อมยืนยันรีเซ็ตกระทรวงมหาดไทยไม่เกิน 30 ก.ย.นี้
เมื่อเวลา 11.55 น. วันที่ 5 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี รายงานผลการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 แล้วหรือไม่ ว่า ขณะนี้นายปกรณ์อยู่ระหว่างจัดทำผลการตรวจสอบเป็นลายลักษณ์อักษร
นายอนุทิน กล่าวว่า ที่ตนระบุว่าเรื่องนี้ “จบ” หมายถึงประชาชนไม่ต้องกังวลว่าจะมีการปกป้องผู้ใด ทุกอย่างมีความชัดเจน ไม่จำเป็นต้องตั้งคำถามว่าใครจะได้รับการช่วยเหลือ เพราะแนวทางคือ “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติที่เหมาะสมกับกระบวนการตรวจสอบ สืบสวน และดำเนินคดี
“ผมค่อนข้างพึงพอใจที่ข้าราชการฝ่ายประจำได้นำแนวทางนี้ไปใช้ในการปฏิบัติ เมื่อเช้ามีหลายหน่วยงานเข้ามาหารือ และนายปกรณ์ก็ยืนยันให้ยึดแนวทางนายกฯ คือปิดชื่อ ถือพฤติกรรม เพื่อให้ทุกฝ่ายสบายใจ เปิดมาเจอแจ็คพอต ใครทำผิดคนนั้นก็ต้องรับผิด ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ข้าราชการ หรือบุคคลทั่วไป” นายอนุทิน กล่าว
เมื่อถามถึงกรณีที่นายปกรณ์ระบุว่า มีผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริตมากกว่า 100 คน และมีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนไม่จำเป็นต้องรู้ว่าเป็นใคร เพราะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่จะดำเนินการตามขั้นตอน
“ผมไม่ต้องการเห็นชื่อ ไม่ต้องการรู้ว่าเป็นใคร หากมีใครติดต่อมาหรือคนรอบตัวมาถาม ก็สามารถตอบได้เต็มที่ว่าไม่รู้และไม่เกี่ยวข้อง แนวทางคือถ้าใครทำผิด คนนั้นต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย โทษหนักก็เข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย โทษเบาก็เป็นไปตามความเหมาะสม” นายอนุทิน กล่าว
ส่วนคำถามว่าขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลว่านักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ควรตั้งประเด็นว่าเป็นนักการเมืองหรือไม่ เพราะได้มอบหมายให้คณะกรรมการแต่ละชุดดำเนินการอย่างเป็นอิสระ ไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายหรือสอบถามรายละเอียดได้ แม้แต่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งอยู่นอกเหนือการกำกับดูแลของรัฐบาล
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้กำชับให้ทุกคณะกรรมการรายงานเฉพาะประเด็นที่ต้องดำเนินการต่อไปอย่างชัดเจน เพื่อให้กระบวนการเดินหน้าอย่างโปร่งใส
ส่วนกรณีข้าราชการท้องถิ่นที่อาจถูกให้ออกจากราชการ จะสามารถกลับเข้ารับราชการได้อีกหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ยังไม่ทราบรายละเอียด ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี หากผู้ใดถูกถอนชื่อและพบว่ามีส่วนร่วมในการกระทำผิด ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีตามกฎหมาย
เมื่อถามย้ำว่ากรณีทุจริตสอบท้องถิ่นจะมีผู้ต้องติดคุกแน่นอนหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนไม่ใช่ศาล แต่เชื่อว่าจะมีผู้ที่ถูกหน่วยงานตรวจสอบดำเนินการแจ้งความตามกฎหมายอย่างแน่นอน
นอกจากนี้ นายอนุทิน ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการ “รีเซ็ตกระทรวงมหาดไทย” ว่า จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับขั้นตอน แต่ยืนยันว่า “ไม่เกินวันที่ 30 ก.ย.นี้”
ส่วนกรณีถูกถามถึงอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) คนปัจจุบัน ว่าเข้ามาดำรงตำแหน่งได้อย่างไร และมีสายสัมพันธ์กับใครหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นไปตามความก้าวหน้าในเส้นทางราชการ ไม่มีเรื่องเส้นสาย การแต่งตั้งเป็นไปตามข้อเสนอของปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งพิจารณาจากความเหมาะสมในช่วงเวลานั้น
“ผมต้องฟังปลัดกระทรวงมหาดไทย ในระดับอธิบดี หากไม่มีความเห็นแย้งก็เสนอเข้าสู่ ครม. แต่เมื่อเข้ามาปฏิบัติหน้าที่แล้ว หากทำผิดก็ต้องรับผิดชอบตัวเอง ทุกคนต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเอง” นายกรัฐมนตรี กล่าว.



















