ป.ป.ช.ดึงคดีโกงสอบท้องถิ่นกลับมาไต่สวนหลังพบความเชื่อมโยงการทุจริตย้อนหลังถึงปี 64 เร่งตรวจสอบเส้นทางการเงินของกลุ่มผู้กระทำผิด ยืนยันดำเนินคดีกับทุกคนที่เกี่ยวข้องโดยไม่ละเว้น ป.ป.ช.ยังเป็นเสาหลักให้กับประเทศได้
วันที่ 20 ส.ค.2569 ที่ป.ป.ช. นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เปิดเผยความคืบหน้าการไต่สวนกรณีการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่นว่า จากการตรวจสอบข้อมูลและการไต่สวนเชิงลึกของสำนักงาน ป.ป.ช. พบความเชื่อมโยงเกี่ยวกับการทุจริตการสอบท้องถิ่นย้อนหลังไปถึงปี พ.ศ. 2564 ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงได้มีมติให้ดึงสํานวนคดีดังกล่าว จากเดิมที่เคยส่งเรื่องให้หน่วยงานต้นสังกัดดำเนินการ กลับมาดำเนินกระบวนการไต่สวนรวมกับคดีสอบท้องถิ่นที่ ป.ป.ช. ได้รับไว้เป็นคดีพิเศษ เนื่องจากผลการตรวจสอบพบความเชื่อมโยงของกลุ่มบุคคลและเส้นทางการเงิน ส่วนกรณีระดับบุคคลหรือตัวการใหญ่ที่ถูกกล่าวหานั้น ต้องขอละเว้นการเปิดเผยเนื่องจากเป็นรายละเอียดในสำนวน
เมื่อถามว่าคดีจะจบแค่การลงโทษข้าราชการระดับล่างโดยสาวไม่ถึงระดับนักการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นายสุรพงษ์ กล่าวยืนยันว่า ความรับผิดทางอาญาเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล หากพยานหลักฐานสืบสวนไปถึงผู้ใด ไม่ว่าระดับใด ก็ต้องถูกดำเนินคดีทั้งหมด ซึ่งทางว่า ป.ป.ช. ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึง ปปง. ในการตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างต่อเนื่อง
โฆษก ป.ป.ช. กล่าวต่อว่า นับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ได้มีการสแกนและควบคุมกรอบเวลาการทำงานทุกคดี แม้อาจไม่ทันใจสื่อมวลชนหรือประชาชนในบางกรณี เนื่องจากเอกสารมีจำนวนมาก กว่า 800,000 แผ่น แต่ยืนยันว่าจะต้องมีความชัดเจนภายในกรอบเวลา 6 เดือน นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 จะพยายามเร่งรัด โดยนำเทคโนโลยีมาช่วยบริหารจัดการ
“ผมยังคงยืนยันว่า ป.ป.ช. เป็นองค์กรอิสระที่เป็นเสาหลักของประเทศได้ การลงโทษบุคคลต้องทำตามกฎหมายและพยานหลักฐานที่รัดกุม ซึ่งที่ผ่านมาสถิติการชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช. ศาลมีคำพิพากษาลงโทษสูงถึง 98% จึงขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและการทำงานของ ป.ป.ช” นายสุรพงษ์ กล่าว และย้ำว่า ป.ป.ช. ยังคงยึดมั่นในการเป็นองค์กรอิสระ ไม่มีการถูกแทรกแซงจากฝ่ายใด



















