กรมชลประทานเผยสถานการณ์น้ำหลายพื้นที่มีแนวโน้มดีขึ้น หลังบริหารสมดุลน้ำจากตอนบนและลดการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ส่งผลให้ระดับน้ำพื้นที่ท้ายน้ำมีโอกาสลดลง 10-15 ซม. ขณะที่ลุ่มน้ำแม่กลองเพิ่มการระบาย ระดับน้ำบางพื้นที่อาจสูงขึ้น 40-50 ซม. ส่วนภาคตะวันออกยังต้องเฝ้าระวังจากน้ำทะเลหนุน
เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธวัชชัย ไตรวารี ผอ.ส่วนประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน เปิดเผยสถานการณ์น้ำว่า จากฝนที่ตกในพื้นที่ตอนบน โดยเฉพาะ จ.เชียงใหม่ และน่าน ขณะนี้เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ยังสามารถรองรับปริมาณน้ำได้ทั้งหมด จึงไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ตอนล่าง ขณะที่การระบายน้ำท้ายเขื่อนมีการควบคุมให้อยู่ในระดับต่ำที่สุด เพื่อให้เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรของประชาชน
สำหรับเขื่อนเจ้าพระยา บริเวณสถานี C2 จ.นครสวรรค์ ปริมาณน้ำไหลผ่านอยู่ที่ 1,915 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ลดลงจากวันที่ 6 ต.ค. สะท้อนแนวโน้มสถานการณ์ที่ดีขึ้น โดยกรมชลประทานบริหารจัดการด้วยการสร้างสมดุลน้ำจากพื้นที่ตอนบน
ขณะเดียวกัน ได้ลดการระบายน้ำบริเวณตอนล่างของเขื่อนจาก 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เหลือ 2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที รวมถึงลดปริมาณน้ำที่ระบายออกทางแม่น้ำน้อย แม่น้ำท่าจีน และคลองชัยนาท-ป่าสัก ส่งผลให้คาดว่าระดับน้ำในพื้นที่ท้ายน้ำจะลดลงประมาณ 10-15 เซนติเมตร
ส่วนพื้นที่ภาคตะวันตก บริเวณลุ่มน้ำแม่กลอง กรมชลประทานเตรียมพร่องน้ำหน้าเขื่อนแม่กลอง เพื่อรองรับปริมาณฝนที่คาดว่าจะตกเพิ่มขึ้นตามการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา อย่างไรก็ตาม คืนวันที่ 6 ต.ค. มีฝนตกหนัก ส่งผลให้บางจุดใน อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี มีน้ำล้นตลิ่ง
สำหรับการระบายน้ำผ่านเขื่อนแม่กลอง วันนี้มีการเพิ่มการระบายเป็น 1,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งอาจส่งผลให้พื้นที่ท้ายน้ำใน จ.กาญจนบุรี ราชบุรี และสมุทรสาคร มีระดับน้ำเพิ่มขึ้นจากวันที่ 6 ต.ค. ประมาณ 40-50 เซนติเมตร อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานประเมินว่าปริมาณน้ำที่จะเข้ามาเติมจะไม่ส่งผลกระทบรุนแรงเท่าช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากปริมาณฝนมีน้อยกว่า
สำหรับภาคใต้ กรมชลประทานควบคุมการระบายน้ำจากเขื่อนแก่งกระจาน เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ ขณะที่ปริมาณน้ำหน้าเขื่อนเพชร ซึ่งสามารถรองรับน้ำได้ประมาณ 320 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะนี้มีปริมาณน้ำอยู่ที่ประมาณ 160 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือราวครึ่งหนึ่งของศักยภาพการรองรับ โดยจะระบายน้ำท้ายเขื่อนเพชรเข้าสู่ตัวเมือง จ.เพชรบุรี ในอัตรา 75 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งยังอยู่ในระดับที่พื้นที่สามารถรองรับได้
อย่างไรก็ตาม พื้นที่ที่ยังต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือ ภาคตะวันออก บริเวณตอนบนของลุ่มน้ำบางปะกง ซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำนครนายกและแม่น้ำปราจีนบุรีไหลมารวมกัน โดยสถานการณ์แม่น้ำนครนายกตอนบนเริ่มดีขึ้นต่อเนื่อง แต่พื้นที่ตอนล่างยังทรงตัว เนื่องจากได้รับอิทธิพลทั้งจากระดับน้ำทะเลและปริมาณน้ำจากแม่น้ำปราจีนบุรี
ส่วนลำน้ำปราจีนบุรี ตั้งแต่ จ.สระแก้ว สถานการณ์น้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังส่งผลกระทบต่อพื้นที่ตัวเมือง แม้ระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง แต่เป็นการลดลงอย่างช้า ๆ ขณะที่ปริมาณน้ำที่ระบายออกมาอาจส่งผลต่อพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา ตั้งแต่ อ.บางน้ำเปรี้ยว อ.บางคล้า อ.พนมสารคาม และ อ.เมืองฉะเชิงเทรา โดยระดับน้ำอาจทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากภาวะน้ำทะเลหนุน
ทั้งนี้ กรมชลประทานประเมินว่า เมื่อระดับน้ำทะเลเข้าสู่ช่วงขาลง สถานการณ์ในพื้นที่ดังกล่าวจะมีแนวโน้มดีขึ้นตามลำดับ



















