กรมอุทยานฯ เผยผลชันสูตร “พลายงาบิด” ช้างป่าเพศผู้ อายุไม่ต่ำกว่า 40 ปี หลังพบซากในพื้นที่ อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา คาดเสียชีวิตมาแล้วไม่น้อยกว่า 7 วัน พบกระดูกต้นขาหลังขวาหักและอักเสบเรื้อรัง แม้ทีมสัตวแพทย์ติดตามรักษาต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมีนาคม แต่กลับบาดเจ็บซ้ำจากการถูกช้างป่าทำร้าย พร้อมเร่งจัดการซากตามหลักวิชาการและระเบียบราชการ
เมื่อวันที่ 14 ต.ค.2569 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 2 (ศรีราชา) รายงานผลการตรวจสอบและชันสูตรซากช้างป่า “พลายงาบิด” หลังได้รับแจ้งจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไนว่า พบซากช้างป่าในพื้นที่บ้านเขาตลาด หมู่ที่ 15 ตำบลท่าตะเกียบ อำเภอท่าตะเกียบ
ทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญได้เข้าตรวจสอบพื้นที่และชันสูตรซากอย่างละเอียด โดยผลการตรวจเบื้องต้นระบุว่า สาเหตุการตายเกี่ยวข้องกับภาวะกล้ามเนื้อสลาย (Capture Myopathy) ภายหลังถูกช้างป่าตัวอื่นทำร้ายซ้ำ ส่งผลให้อาการบาดเจ็บเดิมบริเวณกระดูกต้นขาหลังขวารุนแรงขึ้น จนกระดูกหักเพิ่มเติมและเกิดการอักเสบเรื้อรัง ทำให้ช้างมีสภาพทุพพลภาพ
นายพิทักษ์ ยิ่งยง ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 2 (ศรีราชา) เปิดเผยว่า พลายงาบิดเป็นช้างป่าเพศผู้ มีงา 2 กิ่ง สูงประมาณ 2.90 เมตร และมีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปี ขณะตรวจพบซากอยู่ในลักษณะนอนตะแคงซ้ายและเริ่มเน่าเปื่อย คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่น้อยกว่า 7 วัน
จากการตรวจชันสูตรพบร่องรอยบาดแผลถลายบริเวณลำตัวด้านขวาและโคนหางหลายจุด รวมถึงกระดูกต้นขาหลังขวาหักยื่นออกมาจากผิวหนัง สอดคล้องกับลักษณะการบาดเจ็บรุนแรงที่อาจเกิดจากความขัดแย้งระหว่างช้างป่าในพื้นที่
ภายหลังการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ได้ถอดและทำความสะอาดงาทั้ง 2 กิ่ง เพื่อนำไปเก็บรักษาตามระเบียบราชการ ก่อนส่งมอบให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
สำหรับประวัติการรักษาพลายงาบิด ทีมสัตวแพทย์ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 2 ร่วมกับศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ 2 (กระบกคู่) และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน ได้ติดตามดูแลและให้การรักษาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 โดยมีทั้งการฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ การให้ยาลดปวดและลดการอักเสบชนิดกิน รวมถึงยาบำรุงตับ
หลังได้รับการรักษา อาการของพลายงาบิดค่อย ๆ ดีขึ้น จนกระทั่งในเดือนพฤษภาคมพบว่าสามารถเดินและออกหากินร่วมกับฝูงได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่พบว่าช้างกลับมามีอาการเดินกะเผลกอีกครั้ง จึงเร่งให้การรักษาเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 23 กันยายน ก่อนจะพบว่าช้างล้มลงในเวลาต่อมา หลังได้รับบาดเจ็บจากการถูกช้างป่าทำร้ายซ้ำ
ขณะที่การจัดการซาก เนื่องจากจุดเกิดเหตุอยู่ในพื้นที่ป่าชุมชน และสภาพแวดล้อมรวมถึงสภาพอากาศยังไม่เอื้ออำนวยต่อการฝังกลบ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไนจึงจัดกำลังเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและควบคุมพื้นที่อย่างเข้มงวด พร้อมห้ามผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าใกล้ เพื่อป้องกันผลกระทบด้านสุขอนามัยและความปลอดภัย
ทั้งนี้ ทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีกำหนดเข้าดำเนินการจัดการซากตามหลักวิชาการและระเบียบปฏิบัติของทางราชการโดยเร็วที่สุด



















