“ปกรณ์ นิลประพันธ์” รองนายกรัฐมนตรี เผยไทยยกระดับแก้ปัญหาแรงงานบังคับตามมาตรฐานสากลและ OECD เต็มที่แล้ว หลังสหรัฐฯ ยังคงใช้อัตราภาษีมาตรา 301 เก็บ 12.5% กับไทยและอีก 37 ประเทศ ชี้กติกาโลกเปลี่ยน ยุคพหุภาคีเสื่อมถอย รัฐบาลเร่งหาทางออกใหม่ กระจายความเสี่ยง เดินหน้าเจรจา FTA เพิ่มอำนาจต่อรอง รับมือความผันผวนการค้าโลก
วันที่ 24 ก.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่สหรัฐอเมริกาประกาศใช้อัตราภาษีภายใต้มาตรา 301 เก็บภาษีนำเข้า 12.5% กับประเทศคู่ค้ากว่า 37 ประเทศ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วยว่า ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามออกมาตรการต่าง ๆ มารองรับข้อกังวลของสหรัฐฯ มาโดยตลอด โดยเฉพาะการกำหนดหลักเกณฑ์สินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยงการใช้แรงงานบังคับ ซึ่งผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรียบร้อยแล้ว
“ที่ผ่านมาเรามีมาตรการด้านนี้อยู่แล้ว แต่อาจจะยังไม่เป็นที่พอใจของทางการสหรัฐฯ ซึ่งรัฐบาลก็ได้ออกหลักเกณฑ์ทางกฎหมายตามมาตรฐานสากลทั่วไป และเป็นไปตามมาตรฐานของกลุ่ม OECD ซึ่งถือว่าเราได้ทำอย่างเต็มที่แล้ว” นายปกรณ์ กล่าว
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า สถานการณ์โลกปัจจุบันเปลี่ยนไปจากเดิมมาก ส่งผลให้การพยากรณ์ล่วงหน้าทำได้ยากขึ้น และส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออกไทยที่ต้องเผชิญกับสภาวะที่ไม่ปกติเหมือนในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากกติกาพหุภาคีเริ่มเสื่อมถอยลง ส่งผลให้หลายประเทศหันไปใช้วิธีเจรจาระดับกลุ่มประเทศเพื่อลดภาษีและอุปสรรคทางการค้าแทน
ดังนั้น การที่ไทยต้องเผชิญกับมาตรการภาษีจากสหรัฐฯ ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าการพึ่งพาเพียงมาตรฐานสากลอาจไม่ใช่ทางออกเดียวในการแก้ข้อพิพาททางการค้า แต่จำเป็นต้องเร่งสร้างอำนาจต่อรองผ่านความร่วมมือในระดับภูมิภาค การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับคู่ค้ารายใหม่ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เพียงแห่งเดียว รวมถึงการสร้างความเข้มแข็งจากเศรษฐกิจภายในประเทศ
ทั้งนี้ ที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ ในการกำหนดหลักเกณฑ์สินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยงการใช้แรงงานบังคับ เพื่อประโยชน์ในการกำหนดยุทธศาสตร์การเจรจาทางการค้า และแสดงความมุ่งมั่นของไทยในการแก้ไขปัญหาแรงงานบังคับตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยอนุมัติ 2 ประเด็นสำคัญ คือ รับทราบผลการไต่สวนประเทศไทย เห็นชอบจัดตั้ง “คณะกรรมการกำหนดมาตรฐานสินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยงจากการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ” โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นประธาน คณะกรรมการชุดดังกล่าวจะมีอำนาจหน้าที่สำคัญในการวางมาตรการและแนวทางแก้ไขปัญหาการนำเข้าสินค้าที่มีความเสี่ยงจากการบังคับใช้แรงงาน ให้สอดคล้องกับหลักการขององค์การการค้าโลก (WTO) รวมถึงกำหนดหลักเกณฑ์ ตรวจสอบเอกสารรับรอง และเสนอ บัญชีรายชื่อเสี่ยง (Watchlist/Blacklist) หรือ บัญชีรายชื่อสินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยง (Risk List) ต่อ ครม. ซึ่งถือเป็นมาตรการที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย
การกำหนดหลักเกณฑ์นี้ จะทำให้ไทยมีแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล 2 ส่วนสำคัญ 1.หลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGP): มุ่งเน้นการตรวจสอบและประเมินผลกระทบจากแรงงานบังคับตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นทางวัตถุดิบจนถึงผู้ส่งมอบ 2.อนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 29 (C29), พิธีสาร ค.ศ. 2014 (P29) และอนุสัญญา ฉบับที่ 105 (C105) ว่าด้วยการยกเลิกแรงงานบังคับ ซึ่งประเทศไทยเป็นรัฐภาคี



















