สตง.สั่งสอบเอาผิด Thai PBS ใน120วัน ฟันเบิกจ่ายผิดระเบียบเสียหายอื้อ85ล้าน

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

“สตง.” แถลงผลสอบสวน Thai PBS พบความผิดปกติในการใช้จ่ายงบประมาณและการดำเนินงาน 3 ด้านหลัก เสียหายรวมกว่า 85 ล้านบาท ทั้งปมจ้างผลิตรายการยาวนานขัดกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง และการจ่ายค่าตอบแทนพิธีกรไร้ระเบียบรองรับ จี้ผู้บริหารเร่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนภายใน 120 วัน

วันที่ 14 ต.ค.2569 ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แถลงผลงานการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทย พีบีเอส นำโดย นายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ โฆษกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน พร้อมทีมตรวจสอบ โดยนายสุทธิพงษ์ ยืนยันว่า ไม่ใช่การแถลงโต้ตอบกันระหว่างองค์กร แต่เป็นการตรวจสอบหน่วยรับตรวจ เนื่องจาก สตง.ได้รับการร้องเรียนจากเจ้าหน้าที่ภายในองค์กร ช่วงปลายปี 68 หรือ ต้นปี 69 โดยเชื่อว่า เอกสารที่แนบมากับหนังสือร้องเรียนนั้น เป็นเอกสารภายในองค์กร ถึงเรื่องการใช้จ่ายเงิน ที่ไม่เป็นไปตามระเบียบ กฎหมาย ข้อบังคับ มติ ครม. หรือแบบแผนทางราชการ มีเจตนาทําให้องค์กรเสียหาย สําหรับประเด็นหลัก คือเรื่องการจัดหาผู้ทําข่าว เจ้าหน้าที่ระดับสูงในองค์กร ใช้ทรัพย์สินขององค์กรไม่เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย รวมถึงผลสัมฤทธิ์การบริหารงานที่ผ่านมา ไม่มีผลสัมฤทธิ์ ไม่มีประสิทธิภาพ

นายสุทธิพงษ์ ย้ำว่า เป็นการร้องเรียนเจ้าหน้าที่ในองค์กร ซึ่ง สตง. มีหน้าที่ตรวจสอบเรื่องนี้ และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเห็นว่า เป็นองค์กรใหญ่ และเป็นองค์กรที่ต้องได้รับการตรวจสอบ จึงตั้งคณะทํางานขึ้นมาตรวจสอบให้ครบถ้วนตามหนังสือร้องเรียน โดยมี นางสาวมธุลีห์ โยคี ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน เป็นหัวหน้าคณะทํางาน และยังมี นายโสมทัต นิธิตรีรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักตรวจเงินแผ่นดิน และนางสาวสินีนาต โพธิชัย ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงาน จึงเป็นการตั้งบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นทีมงานในการบูรณาการ

นายสุทธิพงษ์ กล่าวถึงคําสั่งวันที่ 26 ม.ค. 69 ให้คณะกรรมการชุดนี้ตรวจสอบ ทั้งเรื่องการจัดหาว่า เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับ ตามประเด็นร้องเรียนที่อยู่ในกรอบหรือไม่ อีกชุดหนึ่งตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพขององค์กร และอีกชุดหนึ่งเป็นการตรวจความผิดเฉพาะบุคคล ที่อาจมีแนวโน้มว่าอาจต้องส่งต่อไปยังสํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หากมีพฤติกรรมน่าเชื่อว่าเป็นการทุจริต มีการออกรายงานไปแล้ว 2 ฉบับ ในวันที่ 2 ต.ค. 69 และวันที่ 9 ต.ค. 69 เหลือเพียงเรื่องความผิดเฉพาะเจาะจงของเจ้าหน้าที่ ที่ยังไม่มีการออกรายงาน แต่จะออกรายงานโดยเร็ววัน

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า นี่เป็นการแสดงว่า เราต้องมีความละเอียดรอบคอบกับกับการตรวจ รวบรวมข้อมูลข่าวสารข้อเท็จจริงให้มากที่สุด เพราะผลการออกรายงานจะมีผลต่อองค์กร ตั้งแต่คณะทํางานไปจนถึงความเห็นชอบของรายงาน เราปฏิบัติตามระเบียบ มาตรฐาน ของมาตรา 12 พ.ร.บ.สตง. และเปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องชี้แจงแสดงเหตุผลในข้อทักท้วงเราทั้งหมด

ด้านน.ส.สินีนาต โพธิชัย ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพสำนักที่ 3 กล่าวถึงการตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพในการดําเนินงานของไทย พีบีเอส ซึ่งเป็นสื่อสาธารณะ ได้รับงบประมาณในการดําเนินการปีละกว่า 2,000 ล้านบาท งบกว่าร้อยละ 50 เกี่ยวข้องกับการจัดหาและผลิตสื่อ เพื่อให้บริการสาธารณะ ให้ประชาชนเข้าถึง สตง. จึงดําเนินการตรวจสอบ โดยมีวัตถุประสงค์ประเมินความคุ้มค่า ประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ในการผลิตจัดหาและเผยแพร่ ให้สมกับเจตนารมณ์ของสื่อสาธารณะ ที่สร้างคุณค่าให้กับสังคมอย่างแท้จริง พร้อมให้ข้อเสนอแนะต่างๆ ผลการตรวจสอบ เรื่องการบรรลุตัวชี้วัดด้านผลสัมฤทธิ์ บางส่วนยังไม่สามารถสะท้อนผลสัมฤทธิ์ของการดําเนินงาน ด้านการผลิตและจัดหาเผยแพร่รายการได้อย่างแท้จริง พบว่าขาดความต่อเนื่อง มีการเปลี่ยนแปลงกลับไปกลับมาบ่อยครั้ง แม้จะอยู่ภายใต้การบริหารจากผู้บริหารชุดเดียวกัน ทําให้ตัวองค์กรไม่สามารถสะท้อนประสิทธิภาพ ความก้าวหน้า หรือความสามารถในการแข่งขันได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ยังพบว่าการดําเนินงานของหน่วยงานภายในที่เกี่ยวข้องกับด้านผลิตจัดหารายการนั้น ขาดการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เพราะโครงการส่วนใหญ่มีลักษณะดําเนินการปีต่อปี จึงไม่นําไปสู่การปรับปรุงแก้ไข แต่ใช้วิธีการปรับเปลี่ยนตัวชี้วัด เพื่อเลี่ยงปัญหาแทน โดยไทย พีบีเอส ให้ข้อมูลว่า มีการนําข้อมูลพฤติกรรมผู้รับชมไปใช้ แต่ไม่ได้นํามาสู่การวางแผนในการจัดหารายการ เพื่อให้มีความสอดคล้องกับความต้องการของผู้รับชม ทําให้มีข้อจํากัดของชุดข้อมูลในระบบ พีเอสไอ ที่ไม่สามารถระบุ ความต้องการ ความนิยมแต่ละบุคคลของผู้รับชมได้

จากการตรวจสอบยังพบว่า ระบบการบริหารจัดการรายการ ยังไม่มีประสิทธิภาพ ทําให้ผู้บริหารไม่สามารถใช้ข้อมูลในระบบไปวัดผลการดําเนินงานว่า เป็นไปตามแผนที่เคยเสนอขออนุมัติงบประมาณหรือไม่ มุ่งเน้นเพียงมีการเบิกจ่ายครบเกินกว่าร้อยละ 80 หรือไม่ และพบอีกว่า ระบบจับเก็บไฟล์รายการแยกกันตามสํานักต่าง ๆ ไม่เป็นฐานข้อมูลเดียวกัน รวมถึงระบบบริหารและจัดการการเผยแพร่บันทึกเทป มีเพียงการ บริหารจัดการรายการที่ออกทางโทรทัศน์เท่านั้น ยังไม่สามารถรองรับรายการออนไลน์ได้ ไม่สามารถสะท้อนการเข้าถึงเนื้อหาแท้จริงได้ ตลอดจนการประเมินคุณภาพรายการที่ผลิตและจัดหาบางส่วน ยังไม่รัดกุม ไม่มีการประเมินผลตอบแทนทางสังคมที่ชัดเจน โดยไทย พีบีเอส ให้ข้อมูลว่า อยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ จากโทรทัศน์สู่ช่องทางออนไลน์ จึงยังไม่ได้กําหนดเป้าหมายความนิยม และกลุ่มเป้าหมาย ทางออนไลน์ในตัวชี้วัดขององค์กร

“สตง. ขอย้ําว่า ในฐานะสื่อสาธารณะที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากเงินภาษีของประชาชน ไทย พีบีเอส จําเป็นต้องยกระดับบริหารจัดการ การวัดผลสัมฤทธิ์ และระบบสถาปัตยกรรมข้อมูลองค์กร ให้มีความเป็นเอกภาพ โปร่งใส ข้อเสนอแนะของ สตง.จะช่วยให้ ไทย พีบีเอส มีระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ มีฐานข้อมูลที่สามารถใช้วิเคราะห์ และผลิตเนื้อหาที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในยุคดิจิทัล และคุ้มค่ากับเงินแผ่นดินที่ได้รับการจัดสรรไป” นางสาวสินีนาต กล่าว

สําหรับเรื่องการตรวจสอบการเบิกจ่ายเงิน น.ส.มธุลีห์ กล่าวว่า วิธีการกําหนดการตรวจสอบไว้ว่า การจ้างผลิตรายการข่าวเจาะย่อโลก โดยวิธีเฉพาะเจาะจงของไทย พีบีเอส เป็นไปตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐ มาตรา 56 (2) (ค) หรือไม่อย่างไร ซึ่งพบว่า ไทย พีบีเอส ทําสัญญาจ้างปี 60-68 กับบริษัทแห่งหนึ่งที่ผ่านการคัดเลือกตามระเบียบของไทย พีบีเอส ขอบเขตสัญญาผลิตรายการมีลักษณะเป็นงานจ้าง ที่ใช้เพียงอุปกรณ์และสิ่งสนับสนุนการผลิต ซึ่งไม่มีการประเมินเรตติ้งรายการนี้ ดังนั้น การจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง อาจขัด พ.ร.บ.ข้างต้น เรื่องการเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม รวมถึงอาจขัด พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ มาตรา 48 ก่อให้เกิดความเสียหายต่อไทย พีบีเอส

ส่วนข้อร้องเรียนเรื่องการจ่ายค่าตอบแทนพิธีกร และผู้รอดําเนินรายการ แขกรับเชิญ และผู้ร่วมรายการ ปี 66-68 นั้น เป็นไปตาม พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (กสทช.) มาตรา 28 (9) ประกอบระเบียบ กสทช. ว่าด้วยการเงิน การบัญชี และการงบประมาณ ข้อ 20 ประกอบข้อ 21 และข้อ 5 ประกอบข้อ 22 หรือไม่อย่างไร

น.ส.มธุลีห์ ย้ําถึงวัตถุประสงค์ของไทย พีบีเอส มีหน้าที่ดําเนินกิจการวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์ เพื่อพัฒนาสังคม ผลิตรายการที่มีคุณภาพ ในสัดส่วนที่เหมาะสม ส่งเสริมให้ความรู้กับประชาชน และส่งเสริมเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงกิจกรรมสาธารณะประโยชน์อื่น จึงมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับวัตถุประสงค์ขององค์กร

จากการตรวจสอบพบว่า ไทย พีบีเอส จ่ายค่าพิธีกรและแขกรับเชิญ โดยไม่ปรากฏ อํานาจ ระเบียบ กฎหมาย ที่รองรับการเบิกจ่ายไว้ มีเพียงแนวทาง หรือหลักเกณฑ์ที่ใช้ในเชิงบริหารสําหรับหน่วยงาน แต่อาศัยการอนุมัติทางการเงิน ภายใต้กรอบวงเงินตามคําสั่งตามมอบอํานาจเป็นการชั่วคราว เมื่อมีการประกาศระเบียบ กสทช. ซึ่งมีผลบังคับใช้ปี 67 ทําให้แนวทางก่อนหน้า ไม่สามารถนํามาใช้เป็นหลักเกณฑ์เบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนดังกล่าวได้อีก ดังนั้น ถือได้ว่า การจ่ายค่าตอบแทนข้างต้นปี 68 เป็นการใช้จ่าย โดยไม่มีระเบียบ หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราการจ่ายที่กําหนดไว้ ตามระเบียบ กทสช. และไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง มาตรา 38 ด้วยเหตุนี้ ผู้ตรวจเงินแผ่นดินจึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 95 วรรค 3 และมาตรา 85 วรรค 3 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน เสนอดําเนินการกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่นายโสมทัต นิธิตรีรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายที่ 1 ยังกล่าวถึงการตรวจสอบการใช้รถของผู้บริหาร ตามกรอบตรวจสอบย้อนหลัง 5 ปี ในปี 59-64 โดย สตง.เชื่อว่า ตั้งแต่ปี 62 ไทย พีบีเอส ต้องรู้ หรือควรรู้ ว่าจะต้องมีการออกระเบียบในการใช้รถส่วนกลาง รวมถึงการเบิกจ่ายค่ายานพาหนะ ที่ผู้บริหารได้รับ ไม่มีการดําเนินการให้ถูกต้อง ซึ่งไทย พีบีเอสเอง เคยยอมรับว่า มีระเบียบการเบิกค่าใช้จ่ายรถประจําตําแหน่ง แต่ไม่มีระเบียบการใช้รถส่วนกลาง ข้อเท็จจริงมีผู้บริหารที่ได้รับค่าตอบแทนการใช้รถ มาใช้รถส่วนกลางด้วย

นายโสมทัต ย้ําถึงหลักการใช้ทรัพย์สินของรัฐว่า ไทย พีบีเอส ต้องผูกพันตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง  และ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงไทย พีบีเอสเอง ต้องมีการออกระเบียบการใช้ทรัพย์สินองค์กรอย่างชัดเจน เช่นเดียวกับหน่วยงานอื่น ๆ แม้แต่กับองค์การมหาชนก็ตาม ซึ่งยังต้องมีข้อห้ามว่า เมื่อผู้บริหารได้รับเงินค่าใช้รถประจําตําแหน่งแล้ว จะไม่สามารถนํามาใช้รถส่วนกลางได้หากไม่จําเป็น ซึ่งเป็นประเด็นที่เราต้องพิจารณาต่อไป โดยในวันเวลานี้ ทีมตรวจสอบมีการสรุปความเห็นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะนําเสนอต่อผู้ตรวจการแผ่นดินให้ลงนาม และแจ้งต่อไทย พีบีเอส ภายในสัปดาห์หน้า

นายสุทธิพงษ์ ย้ําก่อนเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้สอบถามว่า การแถลงข่าวในวันนี้ เป็นเพียงการแถลงข้อเท็จจริง ตามข้อกฎหมาย จากการตรวจสอบ ไม่ได้ระบุว่าใครต้องรับผิดชอบอะไร โดยต้องยึดตามหนังสือลับที่ สตง. แจ้งไปอย่างหน่วยรับตรวจ ซึ่งคือไทย พีบีเอส โดยจะมีรายชื่อเจ้าหน้าที่ที่ถูกแจ้งจะอยู่ในหนังสือดังกล่าวด้วย

สําหรับกรณีที่มีการเผยแพร่หนังสือจากสํานักข่าวต่าง ๆ นั้น นายสุทธิพงษ์ มองว่า เมื่อออกหนังสือไปถึงหน่วยรับตรวจแล้ว หน่วยรับตรวจต้องรักษาเป็นความลับ การออกไปถึงผู้สื่อข่าวได้อย่างไร ต้องมีการตรวจสอบต่อไป แต่หากเป็นหนังสือที่ สตง. มีการลงนาม ออกเป็นทางการเอง เป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างการตระเตรียมงานธุรการ ซึ่งไทย พีบีเอส ก็มีการส่งหนังสือมาให้ผู้ตรวจการแผ่นดินตรวจสอบเรื่องนี้ คงจะต้องมีการตั้งคณะขึ้นมาตรวจสอบต่อไป

“เราไม่มีเหตุที่จะหลีกเลี่ยง ถ้าท่านตั้งกรรมการสอบ ก็ต้องสอบต่อไปว่า เป็นหนังสือออกจากไหน อย่างไร เป็นเรื่องที่กรรมการต้องตรวจสอบการทํางานของ สตง. แต่ สตง. ยืนยันว่า การจะออกรายงานต้องยึดถือรายงานที่ออกจากสํานักงานถึงหน่วยงาน หากเป็นหนังสือที่ต้องดําเนินการเกี่ยวกับบุคลากร ความเสียหาย เรื่องวินัย หรือการส่งต่อไปยังหน่วยงานอื่น จะเป็นหนังสือลับ หากหน่วยงานใด หรือใครก็ตาม ไปเปิดเผยหนังสือลับ จะเป็นความผิด” นายสุทธิพงษ์ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ อธิบายถึงเรื่องการออกแบบการประเมินผล จะไม่มีการดําเนินการทางวินัย หรือความเสียหายต่อใคร แต่มุ่งเน้นให้หน่วยงานปรับปรุงร่วมกันให้ดีขึ้น แต่เรื่องที่ สตง.เห็นว่า ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย จนเกิดความเสียหายนั้น จะต้องดําเนินการเรื่องความรับผิดที่ละเมิดก่อน ซึ่งจะต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีกครั้งว่าสิ่งที่ สตง.แจ้งไป เจ้าหน้าที่เหล่านั้นกระทําการด้วยความจงใจ หรือเลินเล่อ ไม่ปฏิบัติหน้าที่อย่างร้ายแรง จนเกิดความเสียหายหรือไม่ ส่วนผลการตัดสินว่าจะต้องรับผิดชอบอย่างไร ก็อยู่ที่หน่วยงาน เราเพียงแจ้งลักษณะความผิด ให้หน่วยงานรับไปดําเนินการ และจะมีการดําเนินการทางวินัย

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า สตง.แจ้งได้ตามหน้าที่ คือให้มีการชดใช้ความเสียหาย หรือดําเนินการทางวินัยกับผู้เกี่ยวข้อง และหากมีหลักฐานน่าเชื่อว่า หรือทุจริตในทางมิชอบ จะส่งข้อมูลให้ ป.ป.ช.ดำเนินการตามหน้าที่ ภารกิจของ สตง.เรามีเพียงการออกรายงาน

เมื่อถามเรื่องค่าตอบแทนพิธีกรและแขกรับเชิญ ซี่ง สตง.เคยมีการตรวจสอบมาแล้วก่อนหน้านี้ ทําไมไม่มีข้อเสนอแนะเรื่องดังกล่าว แต่กลับดําเนินการในตอนนี้ นางสาวมธุลีห์ กล่าวว่า เราไม่ได้มีการให้ความเห็นเรื่องดังกล่าวก่อนหน้านี้ แต่มีการพูดกันในปี 68 หลังไทย พีบีเอส มีการออกระเบียบเรื่องการเบิกจ่าย จึงไม่ควรนําแนวทางหรือหลักเกณฑ์ก่อนหน้ามาใช้ ต้องยึดระเบียบที่ออกใหม่

นายสุทธิพงษ์ เสริมว่า ก่อนมีการออกระเบียบ สตง. ไม่เคยทักท้วง เพราะถือว่ามีสิทธิ์ออก เมื่อมีการแก้ไขแล้ว ผู้บริหารจําเป็นต้องออกอนุบัญญัติ เหลือระเบียบภายใน แต่ไม่ได้ทํา สตง. จึงมองว่าเป็นการจ่ายเงินโดยไม่มีระเบียบรองรับ เกิดความเสียหาย ไม่ได้มุ่งถึงเรื่องว่าจ่ายแพงหรือไม่แพง แต่มุ่งเรื่องทําตามระเบียบหรือไม่ และมีคุณภาพที่จะทําหรือไม่ เช่น การได้คนเข้ามามีคุณภาพหรือไม่ ถ้าไม่ได้คุณภาพ แล้วทําไมจึงไม่เกิดการแข่งขัน ไม่ได้ถักถ่วงเรื่องราคาว่าแพงหรือไม่เพราะหน่วยงานดังกล่าวไม่ได้หวังผลกําไร หวังคุณภาพของการนําเสนอข่าว เราจึงมุ่งว่าการได้มาซึ่งคุณภาพนั้น มีทางเลือก หากไม่เจาะจงต่อเนื่อง ก็สามารถคัดเลือกได้ อยากได้คนทําข่าวที่มีคุณภาพ ซึ่งมีมูลค่าเรื่องการไม่ทําตามระเบียบกว่า 15 ล้านบาท ส่วนการจ้างบุคลากร 65 กว่าล้าน รวมเกือบ 85 ล้านบาท

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img