สนามเลือกตั้งกรุงเทพมหานครเริ่มเดือด! “ดร.โจ” ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เพื่อเตรียมพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. อย่างเต็มตัว ส่งผลให้ “เพชร” กรุณพล เทียนสุวรรณ จ่อเลื่อนลำดับขึ้นมาเป็น สส. แทน ยอมรับตรงๆ หาก “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” ไม่ติดชะงักคดี 44 สส. อดีตก้าวไกล ตนเองคงไม่ได้มายืนจุดนี้ มั่นใจพลังองคาพยพพรรคประชาชนจะร่วมผลักดันกรุงเทพฯ ให้ไปได้ไกลกว่าเดิม แม้รู้ดีว่าการล้มแชมป์เก่าอย่าง “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ไม่ใช่เรื่องง่าย
วันที่ 6 พ.ค.2569 เวลา 13.30 น.ที่รัฐสภา นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ยื่นหนังสือลาออก สส.บัญชีรายชื่อ ต่อกลุ่มงานสารบรรณ ภายหลังเปิดตัวลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยนายชัยวัฒน์ กล่าวว่า วันนี้ตนมายื่นเอกสารลาออก สส.ตามกระบวนการ ทั้งนี้ แม้จะมีความรู้สึกเสียดาย แต่ก็รู้สึกว่าประตูบานใหม่กําลังเปิดสําหรับโอกาสของคนกรุงเทพฯ ซึ่งพรรคประชาชนให้ความสําคัญกับการเลือกตั้งกรุงเทพฯ ในครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการจะหาคนมาลงสมัครรับเลือกตั้งกรุงเทพฯ ไม่ได้ง่ายและมีกระบวนการที่ยาวนาน มีการคัดเลือกอย่างรอบคอบ ซึ่งสุดท้ายพรรคก็ตัดสินใจส่งตนลง ย้ำว่า พรรคประชาชนเราให้ความสําคัญกับสนาม กทม.จริงๆ ไม่ใช่เช่นนั้น ตนคงไม่ถึงขั้นต้องลาออกจากการเป็นผู้แทน และยังรู้สึกผูกพันกับการเป็นผู้แทนอยู่ แต่ความรู้สึกไม่ได้ต่างไปจากเดิม เพราะเราก็เหมือนเป็นผู้แทนของคนกรุงเทพฯ ที่รับมอบฉันทามติ และความหวังของคนกรุงเทพฯ เพื่อมาทํางานใหม่
เมื่อถามถึง กรณีที่นายกรุณพล เทียนสุวรรณ จะถูกเลื่อนขึ้นมาเป็น สส.บัญชีรายชื่อแทนนั้น นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า คงไม่ต้องฝากอะไร เพราะรู้จักและร่วมงานกันมาตลอด ยินดีมากที่สภาจะมีนายกรุณพลเข้ามา แม้ตนจะออกจากสภาไป แต่การทํางานจะดําเนินต่อไปแบบไร้รอยต่อ เพราะเราทํางานกันเป็นทีม มีความสามัคคีร่วมมือกัน อย่างไรก็ตาม จากการเปิดตัวเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา พูดตรงๆ ว่า หากไม่มีปัญหาหรือความซับซ้อนจากคดี 44 สส. คนที่อยู่ตรงนี้อาจจะไม่ใช่ตน แต่เป็นนายวิโรจน์ ลักษณอดิศร อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แต่เมื่อคดียังไม่มีความชัดเจนว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร การจะส่งนายวิโรจน์ลงเป็นผู้สมัครผู้ว่าฯ จึงเป็นเรื่องที่พรรคคิดว่าไม่ควร
เมื่อถามถึง คู่แข่งอย่างนายชัชชาติ สิทธิพันธ์ ผู้ว่าฯ กทม. นั้น นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า การแข่งขันในสนามนี้นั้นไม่ง่าย เราทราบดีว่าความพึงพอใจนายชัชชาติของคนกรุงเทพฯ มีมาก แต่เราก็คาดหวังที่จะชนะ ไม่ใช่เช่นนั้น คงไม่ส่งตนลงสมัคร เรามีเจตจํานงที่จะทําให้กรุงเทพฯ เป็นมากกว่ากรุงเทพฯ เพื่อนําเสนอวาระทางเลือก การเลือกตั้งทุกครั้งเป็นโอกาสที่ประชาชนจะได้รับทางเลือกใหม่ ทางเลือกแห่งการเปลี่ยนแปลง ทางเลือกแห่งโอกาสที่ดีขึ้น เราจึงอยากนําเสนอว่ากรุงเทพฯ จะเป็นเมืองหลวงแบบไหนให้คนกรุงเทพฯ จะมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนกรุงเทพฯ ได้อย่างไรบ้าง

เมื่อถามว่า มองว่าตัวเลข สส. จะส่งผลต่อสนามสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) หรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า อาจไม่ได้ตรงไปตรงมาหรือง่ายขนาดนั้น เพราะคนกรุงเทพฯ ใช้ปัจจัยหลายอย่างในการตัดสินใจ อยากบอกว่า เมื่อคนกรุงเทพฯ เลือก สส.ของพรรคประชาชนมาแล้ว 33 เขต มอบความไว้วางใจให้กับพวกเราแล้ว พรรคประชาชนจึงตระหนักเรื่องนี้ดีว่าเราได้รับภารกิจอันใหญ่หลวง จากคนกรุงเทพฯ มา เราจึงอยากให้คนกรุงเทพฯ ไม่ผิดหวัง หากมีโอกาสที่พรรคประชาชนจะเข้ามาทําให้คนกรุงเทพฯ ได้เขาก็จะตอบแทนความไว้วางใจที่คนกรุงเทพฯ มอบให้
นายกรุณพล กล่าวเสริมว่า การคัดเลือกผู้สมัครผู้ว่ากทม.ของพรรคประชาชนไม่ใช่มีแค่คนในแต่มีคนนอกเข้ามาร่วมด้วย ทางพรรคก็ดูนโยบายหลัก นโยบายส่วนตัว และการทำงานร่วมกันของ สก.เดิมและ สก.ใหม่ รวมถึงสส.กทม. ของพรรคประชาชน เพราะกรุงเทพมหานครไม่ใช่เพียงพื้นที่ปกครองพิเศษที่เราจะทำงานอย่างเดียว แต่เป็นพื้นที่รอยต่อที่อาจจะต้องทำงานประสานความร่วมมือระหว่างจังหวัดปริมณฑล ประจวบเหมาะกับนายวิโรจน์มีคดี 44 สส. ทำให้มีความกังวลว่าหากเราได้มีโอกาสดูแลกรุงเทพ ถึงเวลานั้นมีคำพิพากษาออกมาอาจจะสร้างการเสียโอกาสหรือเกิดปัญหาใดๆ ในอนาคตได้ จึงเอาคนที่น่าจะสื่อสารได้ดี มีความรู้ความสามารถ และเหมาะสมที่จะเป็นตัวแทนของกรุงเทพ คนใหม่
นายกรุณพล กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมานายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ก็ทำผลงานได้ดีมากๆ แต่นายชัชชาติเพียงคนเดียวไม่สามารถผลักดันวาระกรุงเทพมหานครได้ ไม่ใช่แค่การแก้เส้นเลือดฝอย แต่ปัญหาหลักของกรุงเทพก็คือเส้นเลือดใหญ่ และการใช้งบประมาณที่มีข้อสงสัยในหลายครั้ง รวมถึงนายชัชชาติ ก็ไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง แต่พรรคประชาชนเรามี สส.ทั้ง 33 เขต และยังมีผู้สมัคร สก.ครั้งที่แล้ว 10 กว่าเสียง ทั้งนี้ คาดหวังว่าจะได้สก.ครั้งนี้ไม่ต่ำกว่า 30 เสียง เพื่อผลักดันประเด็นที่สำคัญ แต่ถ้ามีสก. แต่ไม่มีผู้ว่าฯ หรือมีผู้ว่าฯแต่ไม่มี สก. ก็ทำให้เห็นแล้วว่าที่ผ่านมาการผลักดันต่าง ๆ เกิดข้อขัดแย้ง และไม่สามารถที่จะผลักดัน พัฒนากรุงเทพให้เป็นกรุงเทพของทุกคนได้ ครั้งนี้จึงเชื่อว่าการที่เรามีผู้ว่ากรุงเทพมหานครรวมถึง สก.ที่เกินครึ่ง จะช่วยผลักดันวาระของประชาชนในกรุงเทพ รวมถึงยังมีสส.อีก 33 คน ที่สามารถแก้ไขกฎหมายใหญ่ ที่เป็นอุปสรรคของกรุงเทพฯ ก็จะเป็นการทำงานแบบไร้รอยต่อ

“ไม่ใช่แค่สก. ไม่ใช่แค่สส. 33 คน ในกรุงเทพ เรายังรวมถึง สส.ทั้งหมดทีมบริหารทีมนโยบายของพรรคด้วย เพราะเชื่อว่าองคาพยพทั้งหมดของพรรคประชาชน รวมถึงเครือข่ายทั่วประเทศพร้อมที่จะเข้ามาทำงานท้องถิ่นเพื่อเป็นที่ประจักษ์ให้ทุกคนได้เห็นไม่ใช่แค่จังหวัดลำพูนที่เปลี่ยนไป เพราะยังเห็นภาพไม่ชัดเพียงพอมีผู้แทนแค่ 2 คน และนายกอบจ. 1 คนเท่านั้น แต่ครั้งนี้ถ้าหากเราได้ดูแลกรุงเทพมหานครนอกจากผู้ว่าฯทีมสก.ทีม สส. ยังมีทีมของพรรคประชาชนทั้งพรรคที่จะมาขับเคลื่อนกรุงเทพให้เป็นตัวอย่าง ว่าถ้าคนกรุงเทพฯพัฒนาได้โดยพรรคประชาชน ประเทศไทยจะพัฒนาได้มากขนาดไหน” นายกรุณพล กล่าว
เมื่อถามว่า สส. 33 เขต จะมีผลให้ได้ สก.ทั้ง 50 เขตหรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า อาจจะไม่ได้ง่ายขนาดนั้นเพราะคนกรุงเทพฯ เวลาเลือกใช้ปัจจัยหลายอย่างในการตัดสินใจ สส.ที่เรามีทั้ง 33 เขต คนกรุงเทพได้มอบความไว้วางใจแล้วจึงตอบแทนความไว้ใจด้วยการส่งตนเองลงสมัครผู้ว่าฯ ในครั้งนี้



















