“นิกร”สวนยับ“พรรคประชาชน”ปมแก้รธน. ถามจะให้ยื่นแบบเดิมให้โดนคว่ำอีกทำไม

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

“นิกร จำนง” แกนนำพรรคภูมิใจไทย แถลงตอบโต้ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ผู้นำฝ่ายค้าน ปมแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซัดโจมตีไร้หลักเกณฑ์ ย้อนถามจะให้ยื่นแบบเดิมเพื่อให้โดนคว่ำอีกกี่รอบ เผยศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปิดช่องเลือกผู้ร่างโดยตรงเพราะความพิรี้พิไรของใคร? ยันโครงสร้าง สสร. สูตรแบ่งตามสัดส่วน สส. แฟร์ที่สุด ไม่มีสีน้ำเงินผูกขาด พร้อมเตือน “หมออ๋อง” พาดพิง “เนวิน” ระวังโดนฟ้อง

วันที่ 21 พ.ค. 69 ที่รัฐสภา นายนิกร จำนง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย แถลงตอบโต้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. พรรคประชาชน ถึงกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ตนเองจำเป็นต้องแถลงเนื่องจากถูกโจมตีอีกแล้ว จากฝ่ายค้าน และจริง ๆ น่าจะเดินกันคนละเส้นอยู่แล้ว เพราะเราเป็นฝ่ายรัฐบาล คราวที่แล้ว นายกรัฐมนตรี บอกว่าเป็นภารกิจของรัฐสภา และไม่ได้บรรจุมาเป็นร่างของพรรคประชาชน ครั้งที่แล้วผู้นำฝ่ายค้านก็บอกว่าไม่จริงใจ พอพรรคภูมิใจไทยยื่นเป็นร่างแรก ก็มีปัญหาอีก ทางใครทางมัน พรรคร่วมรัฐบาล ก็เสนอเข้ามา เพื่อปฏิบัติตามคำที่นายกฯ บอกว่าทำตามคำสั่งประชาชน ขยับซ้าย ขยับขวาก็ถูกโจมตี ตนเองมองว่าไม่เป็นธรรม ตอนนั้นก็บอกว่าไม่จริงใจ ไม่รับรองร่าง พอยื่นมาหาว่าแบบนั้นแบบนี้ ดังนั้น มาลงรายละเอียดว่า อันแรกไม่มีการเลือกโดยตรง ไม่มีคูหา การเสนอแบบนี้ก็เพื่อให้มันคว่ำอีก จะให้ถูกคว่ำอีกสักกี่หน เรารู้อยู่แล้วว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ศาลชี้แบบนั้นเพราะไปพิรี้พิไรยื่นแล้วยื่นอีก ศาลจึงชี้ว่าเลือกโดยตรงไม่ได้ ถามว่าเกิดจากใครที่ไปกระตุ้นขึ้นมาดังนั้น เมื่อมีคำวินิจฉัยแล้วก็ไปผูกมัดทุกองค์กร ดังนั้น การเสนอ ก็เพื่อให้เสนอ เพื่อให้มีภาพการทางเมือง ว่าได้ทำแล้ว ไม่ประสงค์ต่อผลทางการเมืองก็ได้ แต่พรรคภูมิใจไทยประสงค์ให้มีผล เราจะไปสุ่มเสี่ยงแบบนั้นไม่ได้จึงต้องออกแบบใหม่ให้สมัครเข้ามาแบบร่างแรก ให้รัฐสภาเป็นคนเลือกตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น หากต้องการเสนอร่างรัฐธรรมนูญมา เพื่อให้ถูกเสนอคว่ำอีกที อย่างเช่นครั้งที่แล้ว ที่มีปัญหาเรื่องเสียง 1 ใน 3 ของวุฒิสภา จนหักก็อยู่ที่นายณัฐพงษ์ ที่เสนอให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทั้งทั้งที่หักยอมให้มีเงื่อนไข 1 ใน 3 ครั้งนั้น ก็ยังไปหาทางออกข้างหน้าได้

นายนิกร กล่าวอีกว่า ส่วนความกังวลว่าจะเป็น สสร. สีน้ำเงิน ตนเองและฝ่ายกฎหมายของพรรคภูมิใจไทย จึงคุยกันว่าต้องมีการคลายตัว โดยการแบ่งเป็น สว. 200 คน และ สส. อีก 500 คน โดยใช้กลไกรัฐสภาแบ่งสัดส่วนตามจำนวน สส. ที่แต่ละพรรคมีอยู่ ดังนั้น พรรคร่วมรัฐบาลมี สส. มากกว่า จึงย่อมมีสัดส่วนมากกว่า หลักการตรงนี้จึงไม่ได้ผิดพลาด หากการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคของท่านมี สส. มาก ก็จะได้สัดส่วนมาก เราก็จะยอมรับ จึงรับประกันได้เลยว่าไม่มีสีใดสีหนึ่งโดยเฉพาะ ประเด็นต่อมา เรื่องการเพิ่มสิทธิพิเศษให้สว. นายนิกร ย้ำว่า สว. ก็เป็นอีกองค์กรหนึ่ง ซึ่งท่านมีความเชื่อของท่าน ก็ว่าไป แต่จะไปว่ากล่าวเขาไม่ได้ โดยที่มีการกล่าวหาว่าเพิ่มอำนาจให้ สว. นั้น ครั้งนี้เราลดให้เสียง สว. เป็น 1 ใน 4 จึงไม่ถือเป็นการเพิ่ม หากเพิ่มนี่คือควรเป็น 1 ใน 2 เพราะจำนวน 1 ใน 4 เท่ากับ จำนวน สว. 50 คน ถือว่าลดมาจากร่างเดิมของพรรคภูมิใจไทยที่ให้มี สว. ผู้นำฝ่ายค้านจึงไม่ควรโจมตีกันด้วยความไม่มีหลักเกณฑ์

เมื่อถามว่าแนวทางที่ให้มีคูหาเลือกตั้ง สสร. ทางอ้อม นานิกร กล่าวว่า หากมีคูหาก็จะสุ่มเสี่ยงขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 100% เดิมทีศาลไม่ได้ชี้มาแบบนี้ เราหวังว่าจะได้เลือกกันเอง เหมือนครั้งรัฐธรรมนูญปี 2540 ปรากฏว่า เมื่อพูดมาแบบนี้ศาลจึงชี้มาว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง มาจากความพิรี้พิไรของใคร จากการสอบถามยื่นแล้วยื่นอีกของใคร ศาลจึงพูดให้ชัดไปแบบนี้เลย กลายเป็นว่าปิดทางตัวเอง แล้วยังมาบ่นคนอื่นอีก

“พรรคภูมิใจไทยไม่กล้าเสนอแนวทางให้มีคูหาเลือกตั้ง เพราะจะมีปัญหาตามมา เช่น กรุงเทพมหานคร ซึ่งคาดว่าเป็นจังหวัดที่จะมีผู้สมัครมาเป็นจำนวนมาก จะทำให้เลือกยาก ในอดีตเคยมีแนวทางให้ผู้สมัครในแต่ละงจังหวัดสมัครเข้ามา แล้วเลือกกันเองให้เหลือกครั้งหนึ่ง แต่ตอนนี้ไม่กล้าทำอย่างนั้นแล้ว เพราะใครเป็นคนชี้ช่องให้ปิดทางแบบนี้”นายนิกร กล่าว

เมื่อถามว่าข้อกังวลว่าหากกลไกเป็นแบบนี้ จะทำให้เนื้อหารัฐธรรมนูญที่ร่างออกมา แย่กว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 นายนิกร ถามกลับว่า ได้เห็นเนื้อหาแล้วหรือยัง ควรว่ากันไปเป็นประเด็นก่อน พรรคฝ่ายค้าน ไม่ใช่พรรคฝ่ายติ เห็นอะไรก็ติไปหมด เมื่อรัฐบาลไม่ยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเดิม ก็บอกว่าไม่จริงใจ แล้วเมื่อยื่นร่างแก้ไขเข้ามาก็ตำหนิอีก โดยที่เรามีความมุ่งหวังจะทำให้สำเร็จ แต่อาจจะดูเลวร้ายในความคิดของฝ่ายค้าน ก็ค่อยไปว่ากันในการพิจารณาวาระหนึ่ง แต่ให้เราไปตามใจคุณไม่ได้ ไม่ควรล้ำเส้น เพราะเราต้องยึดเสียงข้างมากเป็นหลัก

นายนิกร ยังกล่าวถึง นายปดิพัทธ์ สันติภาดา อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ซึ่งได้พาดพิงถึงนายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งเป็นการกล่าวหาที่ไม่อยู่ในข้อเท็จจริง และเสี่ยงที่จะโดนฟ้องร้อง ตนเองได้อยู่กับผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย ยืนยันได้ว่า นายเนวิน ไม่เคยโทรหาตนเอง หรือใครทั้งสิ้น พรรคร่วมรัฐบาล และพรรคฝ่ายค้าน ก็ควรทำงานของใครของมัน ก่อนหน้านี้มีการมาขอดูร่างของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งตนเองก็ไม่ให้ เพราะหากดูร่างของเราแล้วมาตำหนิทีละจุด ๆ ถือว่าไม่เป็นธรรม ควรยกร่างตามความเชื่อของแต่ละฝ่าย แล้วค่อยมาบรรจุพร้อมกันในการพิจารณาของรัฐสภา

“ปกติผมไม่ว่าใครก่อน แต่นี่เป็นเพราะฝ่ายค้านเป็นฝ่ายเริ่มก่อน” นายนิกร กล่าวทิ้งท้าย

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img