‘พริษฐ์’ เปิดหน้าฉะ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ กินรวบองค์กรอิสระ ดักทาง กกต. วัดใจส่งศาลฟัน 229 สว.-เครือข่ายทุจริตเลือกตั้ง

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

“พริษฐ์ วัชรสินธุ” ประธานวิปฝ่ายค้าน เปิดหน้าฉะ “ระบอบสีน้ำเงิน” อาศัยช่องโหว่รัฐธรรมนูญ 2560 หวังผูกขาดสถาบันการเมืองและองค์กรอิสระเบ็ดเสร็จ พร้อมดักทาง กกต. ภายใน 1 เดือนนี้ต้องมีมติส่งศาลดำเนินคดี 229 สว. และเครือข่ายปมทุจริตเลือกตั้ง ย้ำหลักฐานแน่นหนากว่าคดีแชตไลน์ในอดีต หากยกคำร้องตอบสังคมยาก

วันที่ 26 พ.ค. 2526 เวลา 08.50 น.ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือวิปฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ 89 สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ออกมาตอบโต้ปม “ระบอบสีน้ำเงิน” ว่าถือเป็นเสรีภาพในการแสดงออกของ สว. แต่ตนอยากชวนให้สังคมร่วมจับตาคดีสำคัญในอีก 1 เดือนข้างหน้า ซึ่งเป็นจุดตัดสำคัญที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะต้องมีมติว่าจะส่งเรื่องให้ศาลดำเนินคดีกับบุคคลกว่า 229 คน ซึ่งรวมถึง สว. ชุดปัจจุบันกว่า 130 คน เครือข่ายพรรคการเมือง รัฐมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรีรวมอยู่ด้วย หรือว่าจะเลือก “ยกคำร้อง” ซึ่งจะเท่ากับเป็นการปัดตกคดี

​นายพริษฐ์ กล่าวยืนยันว่า หลักฐานในสำนวนของคณะไต่สวนชุดที่ 26 นั้น หนักแน่นเพียงพอที่ กกต. จะมีมติส่งศาล โดยเฉพาะหลักฐานเชิงคณิตศาสตร์อย่างชุดตัวเลขในบัตรเลือก สว. ที่ซ้ำกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งไม่สามารถเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ รวมไปถึงหลักฐานการนัดรวมตัว การเดินทาง และเส้นทางการเงินในการว่าจ้างลงคะแนน

​”หากใครจะบอกว่าหลักฐานตรงนี้ไม่เพียงพอ ผมอยากชวนไปเทียบเคียงกับคดีหมายเลขแดงที่ 53/2568 เมื่อปีก่อน ซึ่งคดีนั้น กกต. มีหลักฐานเพียงข้อความในแอปพลิเคชันไลน์ไม่กี่ข้อความที่มีการขอแลกคะแนนกันระหว่างบุคคล 2 คน กกต. ยังเห็นว่าเพียงพอและส่งเรื่องให้ศาล จนท้ายที่สุดศาลก็มีคำพิพากษาว่ามีความผิดจริง แล้วทำไมคดีนี้ที่มีหลักฐานแน่นหนากว่า ทั้งเรื่องโพยและเส้นทางการเงิน กกต. ถึงจะไม่ส่งศาล หากมีมติยกคำร้องจริง ย่อมค้านสายตาสังคมและหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกตั้งคำถามว่า เป็นเพราะตำแหน่งของ กกต. ได้รับการรับรองมาจาก สว. กลุ่มนี้หรือไม่” นายพริษฐ์ กล่าว

​เมื่อถามว่า​ส่วนความคืบหน้ากรณีการยื่นตรวจสอบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายพริษฐ์ กล่าวว่า ขณะนี้ร่างคำร้องเสร็จเรียบร้อยแล้ว และได้ส่งให้พรรคร่วมฝ่ายค้านรวมถึง สว. ที่ประสงค์จะร่วมลงชื่อพิจารณา คาดว่าจะรวบรวมความเห็นและปรับปรุงร่างให้เสร็จสิ้นภายในสัปดาห์นี้ เพื่อเตรียมยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรในสัปดาห์หน้า ทั้งนี้ ตนยังคงตั้งข้อสงสัยว่า ป.ป.ช. ได้ดำเนินการไต่สวนใด ๆ จริงหรือไม่ก่อนที่จะมีมติยกคำร้องในคดีอดีตรัฐมนตรี (นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม) เพราะจากการตรวจสอบไม่พบหลักฐานการตั้งคณะกรรมการไต่สวนเลย ซึ่งหากไม่ได้ไต่สวนจริง ย่อมเป็นเรื่องน่ากังขา เพราะศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยให้พ้นตำแหน่งจากข้อเท็จจริงชุดเดียวกัน

​​เมื่อถามถึงความหมายของ “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่พรรคประชาชนพยายามสื่อสาร นายพริษฐ์ กล่าวว่า หมายถึงกลุ่มการเมืองที่พยายามฉวยโอกาสจากช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เปิดช่องให้มีการเลือกกันเองของ สว. โดยไม่ยึดโยงกับประชาชน หากกลุ่มการเมืองใดสามารถควบคุมเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้ ก็จะสามารถผูกขาดการแต่งตั้งและรับรองบุคคลที่จะไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระทั้งหมด ทั้ง กกต. และ ป.ป.ช. ทำให้เกิดการ “กินรวบ” และควบคุมสถาบันทางการเมืองตั้งแต่ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ไปจนถึงองค์กรอิสระ

​นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า กลุ่มการเมืองนี้มี 2 เป้าหมายในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือ 1.พยายามล้มกระบวนการเพื่อให้ประเทศยังคงใช้รัฐธรรมนูญ 2560 ต่อไป และ2. หากยอมให้แก้ไข ก็ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่พวกเขาสามารถผูกขาดการคัดเลือกผู้เขียนและกำหนดเนื้อหาได้เอง ซึ่งเห็นร่องรอยได้ชัดจากร่างแก้ไขที่พรรคภูมิใจไทยยื่นเข้าสู่วาระที่ 1

​เมื่อถามว่าอำนาจของประชาชนอาจสู้กลไกของระบอบดังกล่าวไม่ได้ในชั้นรัฐสภา นายพริษฐ์ กล่าวว่า เสียงของประชาชน 21 ล้านเสียงที่เคยออกเสียงประชามติ จะแปรเป็นพลังผูกมัดทุกฝ่ายให้ต้องเดินหน้าทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และจะเป็นตัวแปรสำคัญในประชามติรอบที่ 2

​”หากพรรคภูมิใจไทยใช้เสียงข้างมากในสภาผลักดันร่างแก้ไข มาตรา 256 ให้เป็นไปตามความต้องการของตนเอง ซึ่งเสี่ยงต่อการผูกขาดอำนาจไว้ที่ สว. แต่เมื่อถึงขั้นประชามติแล้วประชาชนส่วนใหญ่โหวตไม่เห็นด้วย คำถามคือ นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะรับผิดชอบทางการเมืองอย่างไร เพราะตามมาตรฐานสากล เช่น กรณีเบร็กซิต (Brexit) ของอังกฤษ เมื่อผลประชามติออกมาตรงกันข้ามกับที่รัฐบาลรณรงค์ นายกรัฐมนตรีก็แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกทันที”

​นายพริษฐ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า พรรคประชาชนเตรียมจะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคจำนวน 2 ร่างในวันพุธหรือวันพฤหัสบดีนี้ โดยยึด 3 หลักการคือ เปิดทางให้ประชาชนเลือกผู้ร่าง (สสร.), ไม่เพิ่มอำนาจพิเศษให้ สว. และป้องกันการผูกขาด ซึ่งร่างดังกล่าวเคยผ่านการรับหลักการในวาระแรกเมื่อปลายปีที่แล้ว และเคยได้รับเสียงสนับสนุนจาก สว. มาแล้ว ดังนั้น หาก สว. คนใดจะเปลี่ยนใจไม่เห็นชอบในครั้งนี้ ก็ต้องตอบสังคมให้ได้ว่าใช้หลักเกณฑ์อะไรในการตัดสินใจ ตนคาดหวังว่าสมาชิกรัฐสภาทุกคนจะพิจารณาจากเนื้อหาสาระของกฎหมาย ไม่ใช่เอาประเด็นส่วนตัวหรือการถูกวิพากษ์วิจารณ์มาเป็นเกณฑ์ในการลงมติ

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img