“พลพีร์” นำทีมประกาศลดค่าครองชีพประชาชนจากค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน ปี 69 – 73 เดินหน้าคิดค่าไฟบ้านพักอาศัย – หอพัก – อพาร์ตเมนต์ – บ้านเช่า – ทะเบียนบ้านชั่วคราว 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย รวมถึงผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ลงทะเบียนค่าไฟ เริ่มรอบบิล ก.ย. 69 นี้ เพื่อมุ่งยกระดับความเป็นธรรมและลดค่าใช้จ่ายประชาชน
เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 69 เวลา 09.00 น. ที่สำนักงานใหญ่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ถ.งามวงศ์วาน กรุงเทพฯ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมข.มหาดไทย แถลงข่าวการปฏิรูปโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน ปี 2569 – 2573 มาตรการเร่งด่วนตามนโยบายรัฐบาล เพื่อยกระดับความเป็นธรรมและลดค่าครองชีพประชาชนของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) และการไฟฟ้านครหลวง (MEA) โดยมี นายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พร้อมด้วยนายดิชวัฒน์ จันทร์อี่ ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง และผู้บริหารหน่วยงาน ร่วมในการแถลง
นายพลพีร์ กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้านโยบายลดภาระค่าพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้หน่วยงานในกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย คือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) และ การไฟฟ้านครหลวง (MEA) จัดทำโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งได้เห็นชอบแนวทางการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าของประเทศ ปี 2569 – 2573 และให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) พิจารณาดำเนินการในประเด็นเร่งด่วนที่เกี่ยวข้องกับค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน ประกอบด้วย การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ตามมติคณะรัฐมนตรี โดยอัตราดังกล่าวจะใช้กับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรกเท่านั้น พร้อมทบทวนนิยามผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยให้สอดคล้องกับสภาพการอยู่อาศัยในปัจจุบัน
“โดยขยายสิทธิ์ให้ครอบคลุมผู้ใช้ไฟฟ้าในกิจการหอพัก อพาร์ตเมนต์ และบ้านเช่า รวมถึงบ้านที่ใช้ทะเบียนบ้านชั่วคราว (มิเตอร์ไฟฟ้าชั่วคราว) ให้สามารถใช้อัตราค่าไฟฟ้าเดียวกับบ้านอยู่อาศัย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถคิดค่าไฟฟ้าจากผู้เช่าในอัตราที่เหมาะสมและเป็นธรรม รวมถึงประชาชนกลุ่มเปราะบาง (ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ) ที่ทำการลงทะเบียนกับการไฟฟ้า จะได้รับการสนับสนุนค่าไฟฟ้าไม่เกิน 315 บาท/เดือน/ครัวเรือน (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) แต่หากยอดบิลเกิน 315 บาท ผู้มีสิทธิจะต้องรับผิดชอบชำระค่าไฟฟ้าทั้งหมดด้วยตนเองในเดือนนั้น ซึ่งมาตรการเหล่านี้ จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงค่าไฟสาธารณะที่ได้คำนวณแล้วเฉลี่ยในบิลครัวเรือนละ 9 สตางค์/หน่วย ซึ่งจะได้หาแนวทางการใช้งบประมาณจากส่วนอื่นของรัฐในค่าใช้จ่ายดังกล่าว โดย PEA และ MEA จะมีการประชุมร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว ในวันนี้”

นายพลพีร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้ ในส่วนผู้ใช้ไฟฟ้าที่ได้ทำการเช่าหอพัก อพาร์ตเมนต์ และบ้านเช่า ซึ่งผู้ประกอบการให้เช่ามีการติดตั้งมิเตอร์ต่างหาก (ไม่ใช่มิเตอร์ของการไฟฟ้า) และมีการคิดค่าไฟฟ้าเกินกว่าที่รัฐกำหนด สามารถแจ้งสายด่วนศูนย์ดำรงธรรม 1567 หรือศูนย์บริการประชาชน 1111 หรือสายด่วน สคบ. 1166 เพื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบและดำเนินการลดค่าครองชีพให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐ
นายพลพีร์ กล่าวในช่วงท้ายถึงการยกระดับการให้บริการของการไฟฟ้าทั้ง 2 แห่ง มุ่งพัฒนาระบบบริการที่ประชาชนมีความสะดวก รวดเร็วในรูปแบบ One Stop Service คือ ทุกกระบวนงานเสร็จสิ้นที่สำนักงานเดียว เช่น การเข้าร่วมโครงการ Solar Rooftop ที่แต่เดิมนั้นผู้รับบริการจะต้องไปขอหนังสือใบอนุญาตรับรองจากวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ แต่ One Stop Service จะทำให้ผู้รับบริการไม่ต้องเดินทางไปหลายที่ เราจะมีเจ้าหน้าที่ให้บริการในทุกขั้นตอนการทำงานที่ศูนย์บริการเดียว และหากมีปริมาณไฟฟ้าที่สามารถขายคืนการไฟฟ้าในแต่ละเดือนได้ ก็ให้เป็นส่วนลดค่าไฟในเดือนถัดไป นอกจากนี้ เราได้ประสานสถาบันการเงินของรัฐ คือ ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ เพื่อเป็นแหล่งเงินกู้ให้กับประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมโครงการไว้เรียบร้อยแล้ว และจะประสานกระทรวงการคลังเพื่อขอความร่วมมือจากสถาบันการเงินภาคเอกชนเพิ่มเติมต่อไป
ด้าน ผู้ว่าการ PEA และผู้ว่าการ MEA ได้ยืนยันถึงความพร้อมในการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการด้านพลังงานไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง โดยจะเริ่มดำเนินการในเดือนสิงหาคม 2569 และปรากฏในยอดบิลเดือนกันยายน 2569 อันเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน
.



















