‘ทนายอั๋น’ยื่นหลักฐานฮั้วสว.ให้‘สส.ปชน.’ ชงอัยการส่งฟ้องศาลฯลากคอขบวนการ

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ทนายอั๋น หอบหลักฐานยื่น สส.พรรคประชาชน ชงอัยการสูงสุดส่งฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ ลากคอขบวนการฮั้ว สว. ผิดมาตรา 49 พร้อมฟัน กกต. ผิด ม.157 ‘พนิดา’ ย้ำเป็นหน้าที่ศาลพิสูจน์ถูกผิด กกต. แค่ต้องรวบรวมหลักฐานส่ง พร้อมเรียกร้องคนมีข้อมูลส่งเพิ่มถึงวิปฝ่ายค้านได้ ด้าน ‘ภัณฑิล’ ย้ำต้องคุ้มครองพยาน ไม่ใช่ข่มขู่

วันที่ 27 ก.ค.2569 เวลา 11.05 น.ที่รัฐสภา น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ และนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน รับยื่นหนังสือจากนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋นบุรีรัมย์ พร้อมหลักฐานในคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยนายภัทรพงศ์ กล่าวว่า กรณีที่พรรคประชาชนร่วมกับภาคประชาชน ผู้สมัครสว.ทั่วประเทศ และสว.สำรอง ได้รวมตัวนำหลักฐานเกี่ยวกับการโกง หรือฮั้วสว.มาเปิดเผยต่อสาธารณะชน ซึ่งปัจจุบันคดีดังกล่าวอยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าจะส่งศาลฎีกาไว้พิจารณาและพิพากษาหรือไม่ อย่างไร ซึ่งถือเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างยิ่ง ทั้งนี้ ตนในฐานะภาคประชาชนที่ติดตามเรื่องนี้ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา มีการนำเรื่องนี้ให้พรรคประชาชน 2 ครั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้ทางพรรคอยาจจะยังไม่สะดวกที่จะทำเรื่องนี้ แต่วันนี้เราเห็นตรงกันแล้ว มีพยานหลักฐานเชื่อมโยง พยานหลักฐานที่ชัดเจนว่าพฤติกรรมของกลุ่มฮั้วสว. กลุ่มนี้ อาจเข้าข่ายไว้เป็นการกระทำเพื่อการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ หรือเป็นเรื่องของการกระทำที่ขัดต่อความมั่นคงตามประมวลกฎหมายอาญา

ดังนั้นถ้าเราจะเฝ้ารอการดำเนินการของกกต.ว่ากกตจะส่งหรือไม่ส่ง ต้องมาลุ้น ต่างๆ เพียงเท่านั้น กับระยะเวลาที่เหลือประมาณสัก 2-3 เดือน ผมคิดว่ามันอาจจะสายเกินไป วันนี้จึงมายื่นหนังสือให้กับพรรคประชาชนได้ทำการพิจารณาดูว่า เราจะทำอย่างหนึ่งอย่างใดถึงได้ไหมในระหว่างนี้ เพราะเราเห็นทุกอย่างแล้วว่า นี่คือเครือข่ายที่เราไว้ใจไม่ได้ กับทั้งกกต. ก็ไม่มีความโปร่งใส เราไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ กกต. 2 ประเด็นนี้เราเห็นตรงกันก็เลยว่าอาจจะไปยื่นสำนักงานอัยการสูงสุด ทำเรื่องส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญว่า พฤติการณ์ของกลุ่มฮั้วสว.ตั้งแต่ระดับคนของรัฐบาล จนถึงสว. หรือคนที่อยู่นอกสภาก็ดี ดำเนินการกับพวกเขาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 หรือไปใช้สิทธิ์แจ้งความดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวนในเรื่องของความมั่นคง เป็นต้น” นายภัทรพงศ์ กล่าว 

นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า ส่วนหลักฐานนั้นจริงๆ ตนเคยเปิดเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นปี 68 ที่ผ่านมา ชื่อว่าหลักฐานที่ตนออกมา 3,500 หน้า ที่เคยนำเสนอที่กกต.นั้น วันนี้ถึงมือนายยิ่งชีพ และพรรคประชาชนแล้ว ส่วนหนึ่งวันเลือกสว.รอบประเทศ มีการเก็บโทรศัพท์ ไม่มีใครจะเข้าถึงโทรศัพท์แน่นอน แต่ในช่วงประมาณสักหลังเที่ยงคืนไปกลุ่มผู้สมัครสว.ในตอนนั้น และวันนี้เป็นสว.ตัวจริง โทรหาบุคคลหลายๆ คน เช่นหนึ่งในนั้นโทรหาเจ้าพ่อของกระโดง เป็นต้น ดังนั้นหลักฐานมีหมด กรมสอบสวนคดีพิเศษ กกต.มีแบบไหน  ภาคประชาชนก็มีแบบนั้น อย่าถามหาคนที่นำข้อมูลมาให้ แต่ควรแสวงหาข้อเท็จจริงร่วมกัน อย่าบอกว่าเอกสารของกกต.เป็นชั้นความลับชั้นราชการ ตนในฐานะคนที่ไปเอาพยาน คนนิสัยอีโม่ง และพยานที่กล้าเปิดหน้าเขาก็มาหาตน มีการรวบรวมหลักฐานด้วยกัน ไม่ว่าจะเส้นเงิน รูปถ่าย เงินสด ต่างๆ เป็นต้น  

นายภัทรพงศ์ กล่วาต่อว่า ส่วนกรณีมีการฟ้องกลับต่างๆ แล้วคดีนี้จะบหรือไม่นั้น ถ้าส่วนตัวมองว่า  เนื่องจากว่ากกต. อาจจะไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง อาจจะรอแอปเปิ้ลเขียว แอปเปิ้ลแดง เหมือนกับสว. ดังนั้นจึงเดาได้ยากว่าท้ายสุดแล้ว คนผู้มีอำนาจที่อาจจะชักใยกกต.อยู่เบื้องจะเอาอย่างไร ถ้าตมข่าวเห็นว่าอาจจะมีการปล่อย 20-30 คน คนที่มีเส้นเงินชัด แต่ระบบเครือข่ายเอาเงินมาจากไหน ไปไหน อย่างไร คนอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องเขาจะตัดออกหมด ดังนั้นภาคประชาชนก็มีหน้าที่ร่วมกับภาคอื่นๆ พรรคประชาชน อดีตผู้สมัครสว. และ สว. สำรอง ร่วมกันเขย่าว่า วันนี้ถ้ายังขืนจะกล้าทำตามผู้มีอำนาจ ก็รอรอติดคุกเลย ซึ่งตนได้ยกร่างคำร้องตามมาตรา 157 ที่จะเอาผิดกกต.ไว้แล้ว และจะเปิดเผยในวันที่ 31 ก.ค.นี้

น.ส.พนิดา กล่าวว่า หลังรับเรื่องแล้ว จะมีการศึกษาสิ่งที่แนบมาทั้งหมดว่าจะนำไปทำอะไรต่อได้บ้าง ขอชวนทุกคนโฟกัสและส่งเสียงถึงกกต.ให้ดังขั้นกว่าเดิม เพราะกฎหมายเลือกตั้งนั้น คนมีอำนาจส่งศาลได้คือ กกต. ส่วนข้อมูลที่ทนายอั๋นยื่นมา และที่เราทำเองนั้นจะดำเนินการอย่างเติมที่ ทั้งนี้ นักวิชาการระบุในเวทีเสวนาเมื่อวันที่ 26 ก.ค.ที่ผ่านมา คือกกต.ไม่มีหน้าที่พิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงให้สิ้นสงสัยก่อพิจารณาส่งศาล แต่กกต.มีหน้าที่เก็บรวบรวมหลักฐานทั้งหมดที่สามารถรวบรวมได้จากการชั้นไต่สวน หากพึงเชื่อได้ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นก็สามารถส่งศาลได้ทันที โดยยกอำนาจของการพิสูจน์ทราบจนสิ้นสงสัยให้เป็นหน้าที่ของศาล ขณะนี้เรามีหลักฐาน พยานจากต้นทางที่ไปให้ปากคำกับกกต. และดีเอสไอ ดังนั้นเรามีข้อมูลชุดเดียวกัน จึงขอให้กกต.ทำหน้าที่ตรงไปตรงมา

“ขอฝากไปพยานทุกคนที่ติดตามอยู่ เนื่องจากเรายังไม่ชัดเจนว่า กกต.จะสรุปเรื่องนี้ตอนไหน ซึ่งตามกรอบเวลาคือภายในเดือน ก.ย. แต่เราได้ข่าวมาว่าอาจจะมีการเคาะมติในต้นเดือน ส.ค. ดังนั้นฝ่ายค้านเราก็ทำงานแข่งกับเวลาเหมือนกัน พยานท่านใดที่มีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ดังกล่าว มีหลักฐาน มีภาพ มีวิดีโอที่อยากสื่อสารต่อสาธารณะ เนื่องจากกังวลว่าคดีนี้จะไม่ได้รับความเป็นธรรมสามารถส่งมาได้ที่วิปฝ่ายค้านได้เลย” นางสาวพนิดา กล่าว

ด้าน นายภัณฑิล กล่าวว่า ในส่วนของการฟ้องปิดปากภาคประชาชน ฟ้องนายยิ่งชีพ นั้น  ต้องยืนยันว่าเป็นการทำเพื่อประโยชน์สารณะ คนสาธารณะ อย่างนักการเมือง นายกฯ มีหน้าที่ต้องชี้แจง ไม่ใช่มาฟ้องกลับเป็นภาระ รวมถึง กกต.มาพูดทำนองขู่ ทั้งๆ ที่กกต.มีหน้าที่จัดการเลือก สว.ให้มีความโปร่งใส ตรงไปตรงมา กลับจะมาคุกคามประชาชน จึงต้องตั้งคำถามกลับไปยัง กกต.ว่าไม่เพียงละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ กลับจะมาคุกคามประชาชนอีก เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ตนเรียกร้องว่าจริงๆ ต้องคุ้มครองพยาน ที่เขาออกมาก็หนักใจมากแล้ว ถูกขู่ฆ่าก็มี ยังมาถูกฟ้อง ถูกดำเนินคดีอีก ทั้งๆ ที่ที่ทำนั้นก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ ปกป้องผลประโยชน์ของทุกคน.

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img