‘อดีตผู้สมัคร สว.-อดีตผู้ตรวจการ กกต.’ แฉคลิปโพย-ซัดปล่อยฮั้ว ชี้ กกต.รู้เห็นแต่ไม่จัดการ ท้า เปิดหีบพิสูจน์ ลั่น อย่าฟ้องผม ผมไม่ได้มาพูดเพราะเป็นเครื่องมือใคร-ไม่เคยสังกัดพรรคการเมืองไหน แต่ที่มาวันนี้เพราะสีทนไม่ได้
เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ที่รัฐสภา คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) นำโดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน จัดกิจกรรม “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. – เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว. (ภาค พิเศษ) เราไว้ใจ กกต. ได้แค่ไหน?” โดยมีพยานบุคคลร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล ได้แก่ นางศรินทร สนธิศิริกฤตย์ พล.ต.ต.บัญญัติ เพียรสวัสดิ์ และพ.ต.อ.มนัส นครศรี อดีตผู้ตรวจการ กกต.
โดยนางศรินทร กล่าวว่า สิ่งที่เราเห็นวันนั้นที่เราแปลกใจมากคือ กกต.ประกาศใส่ไมค์ว่ารอบไขว้จะไม่ให้เอาเอกสารเข้าไป สว.ก็ไม่ให้เอาเข้าไป จะทำอะไรก็ทำเลย เดี๋ยวเข้าไปจะมีการแจก สว. 3 ชุดใหม่ หลายคนเลยเริ่มลอก ตนคิดว่าลอกกันลืม แต่ไม่คิดว่าจะฮั้วกันใหญ่ขนาดนี้ หนักกว่านั้นคือนายฤชู แก้วลาย ถือกระเป๋าให้ด้วย สามารถเอากล้องมาเปิดได้เลย ตนออกมาพูดชื่อ ไม่กลัวฟ้อง ตนแค่เล่าความจริง
นางศรินทร กล่าวต่อว่า โดยในช่วงบ่ายมีส.ว. สำรองบางคนถือแฟ้มเข้าไปในห้อง ซึ่งตนก็สงสัยว่าทำไมเขาถึงถือแฟ้มเข้าไปได้ โดยหลังจากที่เข้าไปแล้วมีกระบวนการที่เกิดขึ้นคือในช่วง 01.00 น. ซึ่งตนเห็นว่ามีกระบวนการโกงเกิดขึ้นจึงได้ถามว่าต้องไปพบใคร คนที่ใหญ่ที่สุดในที่นี้คือใคร เขาบอกว่าคือนายแสวง บุญมี คำตอบที่ได้คือเขาก็ทำเป็นกระบวนการทั้งหมด คนนั้นก็ทำคนนี้ก็ทำ กลุ่มที่ทำแล้วแพ้จะมาโวยวายทำไม ซึ่งหลังจากที่ได้คุยกับนายแสวงแล้วตนก็เห็นนายคำรบเดินเข้ามา หลังจากนั้นตนได้เดินทางไปพักผ่อนที่ประเทศญี่ปุ่น หลังกลับมาก็ได้ไปร้องศาลฎีกา แต่ศาลบอกว่าเราไม่มีอำนาจในการฟ้อง ความจริงมีคำถามว่าหากกกต. ทำผิดต้องฟ้องใคร คำตอบคือต้องฟ้องศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ตนก็ไปฟ้อง รอบแรกศาลบอกว่าไม่มีอำนาจในการฟ้องจึงได้ทำอุทธรณ์ไป

นางศรินทร กล่าวด้วยว่า หลังจากที่เลือกเสร็จสิ้นตนได้กลับศึกษาคุณสมบัติของผู้สมัครหลายหลายคนพบผู้สมัครบางคนอายุ 40 มีคุณสมบัติที่น่าสงสัย เขียนว่าเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อย 10 ปี แต่ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่าข้อมูลเป็นเท็จ และข้อมูลที่อ้างว่าเป็นพยาบาลโรงพยาบาลสินแพทย์ เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่าเป็นเท็จ จึงทำเรื่องให้ กกต. ตรวจสอบ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 สุดท้ายจนถึงปัจจุบันเรื่องเงียบ ไม่มีการตอบกลับ และบุคคลดังกล่าวได้เป็น สว. ชุดปัจจุบัน
ด้านพล.ต.ต.บัญญัติ กล่าวว่า การเข้าไปสมัครสว. ทำให้ตนเห็นกระบวนการที่น่ารังเกียจในการเข้าสู่อำนาจของคนที่อ้างว่ามีเกียรติ ตนเห็นร่องรอยของความไม่สุจริตเที่ยงธรรม ซึ่งเมื่อเห็นข้อมูลดังกล่าวได้นำเรื่องไปแจ้งกับ กกต. เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2567 ว่ามีร่องรอยซึ่งบางคนเป็นคนมีบัตรประชารัฐก็ยังมาสมัคร สว. บางคนตอนเช้าใส่หมวกกันน็อกไปทวงหนี้ตอนบ่ายมาสมัครสว. คำถามคือใครเป็นคนจ่ายเงินค่าสมัคร 2,500 บาทให้ และมีหลายคนที่กกต. ปล่อยให้คนที่ไม่มีสิทธิ์เข้ามาสมัครเช่นกลุ่มคนที่มีประสบการณ์ไม่ถึง 10 ปี หรือบางคนก็เป็นคนที่มีคุณสมบัติต้องห้าม แต่กกต. ก็ยังปล่อยให้มาสมัคร และยังใช้คนหนึ่งคนเพื่อรับรองผู้สมัครหลายคนพร้อมกับลงวันที่เดียวกัน
พล.ต.ต.บัญญัติ กล่าวด้วยว่า จากนั้นวันที่ 30 กรกฎาคม 2567 ก็มีการไปร้องทุกข์กับตำรวจ แต่สองเดือนผ่านไปก็ยังช้าอยู่ ก่อนที่วันที่ 18 กันยายน 2567 นายเจิดศักดิ์ เนตรเกื้อกุล อดีตผู้สมัครสว. จะเดินทางไปร้อง ศาล ในฐานะที่เป็นผู้สมัครที่ได้รับความเสียหาย แต่ปรากฏว่าเราไม่สามารถเข้าถึงความจริงและความยุติธรรมไม่ได้เนื่องจากศาลจำหน่าย ไม่ประทับรับฟ้องทั้งหมด เพราะเห็นว่าเราไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง ก่อนที่จะมีการไปร้องกับ กกต. ซึ่งตนก็รอมาประมาณหนึ่งปีจนกระทั่งเดือนธันวาคม 2568 กกต. แจ้งมาว่าประธานกกต. มีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่าให้ดำเนินคดีอาญากับ อสม. ทั้ง 7 คนที่ที่ตนชี้เป้าไป ส่วนอีก 13 คนให้ยกคำร้อง ซึ่งตนไม่เข้าใจเหตุผล เพราะคนที่เป็นอสมได้ต้องมีการอบรมและผ่านหลักเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด

พล.ต.ต.บัญญัติ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ตนพบว่าหากข้าราชการทำหน้าที่ไม่เกียร์ว่าง ตนมองว่าโจรกระจอกหรือโจรเสื้อนอกก็ไม่สามารถที่จะกระทำความผิดได้ จึงอยากฝากถึงข้าราชการ ตอนที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ต้องทำให้เต็มที่ เพราะเกษียณแล้วรัฐยังดูแล อย่าทำให้ชาวบ้านเขาบ่นเสียดายเงิน อย่างไรก็ตาม การรวมอำนาจไปที่กกต.กลางแต่เพียงฝ่ายเดียวนั้น กว่าจะแต่งตั้งเรื่องไต่สวนสืบสวนแต่ละครั้งได้ก็เหมือนถนนทุกสายจาก 77 จังหวัดมุ่งไปสู่กรุงเทพฯ รถติด กว่าจะได้เข้าคิว ความช้าคือการไม่ยุติธรรม
พล.ต.ต.บัญญัติ กล่าวต่อว่า การให้กกต. เพียงฝ่ายเดียวมีอำนาจเด็ดขาดในการดำเนินการเรื่องของการเลือก ซึ่งตนกับเพื่อนเห็นอยู่กับหู รู้อยู่กับตา เห็นกันอยู่ แต่ทำอะไรไม่ได้ ถูกจับโยนทิ้ง ไม่ให้ขึ้นสู่เวที ฉะนั้น ประเด็นนี้ตนคิดว่าจะต้องมีการปรับแก้ในเรื่องของการให้ประชาชนเข้าถึงความยุติธรรมได้ ให้เป็นผู้เสียหายในประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ นอกจากนี้ยังขอฝากให้ฝ่ายค้านไปช่วยถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยว่าผอ.กกต.ระดับอำเภอนั้น ที่เป็นคนพิจารณาเรื่องคุณสมบัติของผู้สมัครสว. 67 เขานั่งอยู่ที่โต๊ะมีคอมพิวเตอร์ แล้วสามารถลิงก์ข้อมูลกรมการปกครองได้ทั่วประเทศ เขามีข้อมูลผู้สมัครอยู่ในคอมพิวเตอร์
“หากเขาเคาะคอมพิวเตอร์แค่ 2-3 ครั้ง ก็จะรู้แล้วว่าใครคือพ่อแม่ลูกที่สมัครในคราวเดียวกัน ผัวเมียสมัครในคราวเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย ก็จะช่วยให้ไม่เกิดการจ้างเป็นผู้สมัครได้ แต่เขากลับปล่อยเกียร์ว่างไม่ทำ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่เป็นผู้กำกับดูแลเรื่องนี้เอาไม้เรียวหวดก้นหน่อยดีหรือไม่ ฝากถึงกกต. และรัฐบาลว่าอย่าฟ้องผม ที่ผมมาพูดในวันนี้ ผมไม่ได้มาเพราะผมเป็นเครื่องมือของใคร ผมไม่เคยสังกัดพรรคการเมืองไหน ผมไม่แบ่งแยกว่าใครเป็นสีไหน แต่ที่ผมมาวันนี้เพราะผมสีทนไม่ได้“ พล.ต.ต.บัญญัติ กล่าว
ขณะที่พ.ต.อ.มนัส ได้เปิดคลิปวิดีโอการส่งโพยเข้าไปในสถานที่เลือกตั้ง และการเก็บโพย ในการเลือกสว. วันที่ 26 มิถุนายน 2567 ช่วงประมาณ 18.30 น. ซึ่งในคลิปมีการประกาศว่าไม่ให้เอกสารเข้าและพูดชัดว่าจะมีการแจก สว. 3 ฉบับใหม่ให้กับผู้สมัครที่ผ่านรอบเช้ามา ขณะที่คลิปที่สองเวลา 19.00 น. เจ้าหน้าที่ได้เดินถามว่าคนไหนมีโพย และห้ามมีโพยพร้อมเดินเก็บโพย ในคลิปที่ 3 เป็นภาพของนายนิยม จันทร์เยี่ยม ผอ.กกต.อุตรดิตถ์ ที่เก็บโพยมาเต็มกระเป๋า และลงบันทึกเซ็นเอกสารประจำหน่วยว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น แต่นายแสวงกลับออกมาบอกว่าไม่มีอะไร

พ.ต.อ.มนัส กล่าวต่อว่า ตนได้ตั้งข้อสันนิษฐานว่า การฮั้วจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ก็เห็นเป็นใจ ตนขอย้อนไปถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ซึ่งตนทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจการเลือก สว. และพบว่ามีผู้สมัครจดโพยในใบ สว. 3 จึงไปแจ้งนายแสวงให้ทราบ แต่นายแสวงกลับบอกว่า “รู้ว่าทำอะไรเขาไม่ได้ เขาคิดวางแผนกันมาแบบนี้แหละปล่อยให้เขาเอา สว. 3 เข้าไปในรอบไขว้ได้” คำพูดแบบนี้มันบ่งชี้ว่านายแสวงรู้แล้ว รู้ก่อนแล้วว่าวางแผนกันมาแบบนี้แบบนี้ผิด มาตรา 157 หรือไม่
พ.ต.อ.มนัส กล่าวอีกว่า ตนคิดได้ 3 ข้อที่ทำให้การเลือก สว.ครั้งนี้มีความไม่ชอบมาพากล คือ 1.การจัดสถานที่เลือก สว. ตามกฎหมายให้เป็นความลับแต่กลับจัดในห้องแบบรวม 2.ระเบียบที่เขียนไว้ว่าให้ใช้หมายเลขเดิมตั้งแต่ระดับจังหวัดถึงระดับประเทศทำให้สามารถวางแผนฮั้วได้ และ 3.ประธาน กกต. ได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนไต่สวน แต่ปรากฏว่าตั้งลูกน้องนายแสวงมาสอบนายแสวงเอง กกต.ไม่ควรทำหน้าที่เป็นศาล มีเหตุสงสัยควรส่งฟ้องศาลไม่ใช่ยกเรื่อง
“กกต.อย่าทำตัวเป็นศาล ต้องส่งศาล ที่บอกว่าคะแนนซ้ำจะเป็นจริงหรือไม่ ขอให้เปิดหีบลงคะแนนเพื่อพิสูจน์การลงคะแนนฮั้ว ผมขอท้า กกต.ให้เปิดหีบพิสูจน์” พ.ต.อ.มนัส กล่าว



















