“เทพไท” เปิด 3 ทางออก “คดีฮั้ว สว.” ทั้ง “กกต.ตัดจบไม่ฟ้องใครเลย” หรือ “พบกันครึ่งทาง กกต.ฟ้องบางส่วน ยกคำร้องบางส่วน” กับ “กกต.ฟ้องทั้งหมด โยนเผือกร้อนไปที่ศาลฎีกาชี้ขาด” ชี้ทางออกที่ 3 ดีสุดให้ทุกฝ่ายไปตายดาบหน้า แต่เชื่อ “กกต.” ไม่กล้าหัก “ผู้มีบารมีทางการเมือง”
เมื่อวันที่ 19 ส.ค.69 นายเทพไท เสนพงศ์ นักวิเคราะห์การเมืองอิสระ และอดีต สส.นครศรีธรรมราช แสดงความเห็นเรื่อง “3 ทางออกของคดีฮั้ว สว.” มีรายละเอียดว่า…“สำหรับความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว.หรือโกง สว. กำลังงวดเข้ามาเต็มทีแล้ว ความเคลื่อนไหวเพื่อเปิดโปงการโกงการทุจริต จัดตั้งเวทีเสวนา เปิดโปงขบวนการฮั้ว สว. เส้นทางเงิน คลิปเสียง พยานหลักฐานอื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อกดดันให้ กกต.ได้ดำเนินการเอาผิดขบวนการโกง สว. หรือฮั้ว สว.ให้ได้ ในขณะที่ความคืบหน้าของคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) มีความชัดเจนว่า ปลายเดือนส.ค.นี้ จะได้ข้อสรุปว่า คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) จะมีมติในเรื่องนี้อย่างไร
ในฐานะที่เป็นนักวิเคราะห์การเมืองอิสระเห็นว่า คดีฮั้ว สว.หรือโกง สว. ที่คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) จะต้องตัดสินใจน่าจะมีอยู่ 3 แนวทาง คือ
1.มติคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ตัดจบ มีมติหักดิบ ไม่ส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเกี่ยวกับคดีโกง สว.หรือฮั้ว สว.เลย เพราะ กกต.ส่วนใหญ่ได้รับการโหวตเลือกมาจาก สว.ชุดปัจจุบัน หรือ สว.สีน้ำเงิน การดำเนินการใดๆที่เป็นโทษต่อ สว.สีน้ำเงิน คงจะไม่ทำ และแนวทางการทำงานของ กกต. เห็นได้ชัดว่า กำลังมีทางลงหรือกำลังหาทางลงให้กับมติของ กกต. เห็นได้จากผลการพิจารณาของอนุกรรมการชุดที่ 26 มีมติเห็นชอบให้ฟ้องผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริต โกง สว.หรือฮั้ว สว. จำนวน 229 คน แต่ในขณะเดียวกัน กกต.ได้ตั้งอนุกรรมการชุดที่ 36 เพื่อกลั่นกรองมติของอนุกรรมการชุดที่ 26 และในที่สุดมติอนุกรรมการชุดที่ 36 พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีไม่มีมูล จึงสั่งไม่ฟ้อง จึงเป็นทางออกให้กับ กกต. ที่จะอ้างเหตุผลตามมติของอนุกรรมการชุดที่ 36 สั่งไม่ฟ้อง ต้องการตัดจบไม่ให้ถึงตัวการใหญ่ หรือผู้บงการการฮั้ว สว. ที่เป็นแกนนำพรรคการเมือง
2.มติ กกต.อาจจะส่งบางส่วน และยกคำร้องบางส่วน ซึ่งน่าจะเป็นทางออกที่พบกันครึ่งทาง เมื่อสังคมกดดันหรือเรียกร้องให้ กกต.ส่งคำร้องทั้งหมด ไปยังศาลฎีกา แผนกเลือกตั้ง และเพื่อไม่ให้เป็นประเด็นสุดขั้วจนเกินไป อาจจะพบกันครึ่งทาง โดยส่งฟ้องต่อศาลฎีกา แผนกเลือกตั้งในบางส่วน อาจจะเป็นกลุ่มบุคคลที่ไม่ใช่บุคคลสำคัญ หรือเกี่ยวข้องกับทางการเมือง หรือถ้าเป็นสีน้ำเงิน ก็เป็นสีน้ำเงินจาง ๆ ไม่ใช่สีน้ำเงินเข้ม แต่ถ้าหากตัดสินใจฟ้องบางส่วน และไม่ฟ้องบางส่วน ก็อาจจะเป็นประเด็นปัญหาที่ตามมา คือ อาจจะมีผู้ร้องเรียน หรือเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลการสอบสวน และหากหลักฐานพบว่า การฟ้องเฉพาะบุคคลที่มีหลักฐานอ่อน แต่บุคคลที่มีหลักฐานชัดเจนกลับไม่ฟ้อง กกต.ก็อาจจะถูกดำเนินคดีในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบก็ได้ ซึ่งจะเป็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอยในอดีตที่ กกต. เคยถูกศาลพิพากษาจำคุกมาแล้ว
3.มติ กกต.สั่งฟ้องทั้งหมด ไม่ต้องการเป็นประเด็นปัญหา หรือถือเผือกร้อนอยู่ในมือ ก็โยนเผือกร้อนให้กับศาลฎีกาแผนกเลือกตั้งทั้งหมดไปพิจารณาเอง เพราะศาลฎีกาเป็นองค์กรที่ประชาชนทุกภาคส่วนให้ความเชื่อถือ แตกต่างกับ กกต.ชุดนี้ ที่ความน่าเชื่อถือต่ำ กกต.ก็อาจตัดสินใจสั่งฟ้องทั้งหมด และสามารถอธิบายกับ “ผู้มีบารมีทางการเมือง” ที่อยู่เบื้องหลัง สว.สายน้ำเงินได้ ขอส่งสำนวนทั้งหมดไปยังศาลฎีกาฯ และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง “ไปตายดาบหน้า” และยึดเอาคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกเลือกตั้งเป็นข้อยุติ ถ้าเป็นเช่นนี้จะไม่มีใครได้ใครเสีย ทุกฝ่ายต้องเคารพคำพิพากษาของศาลฎีกา
ส่วนตัวเห็นว่า ทางออกที่ดีที่สุดของ กกต. คือทางออกที่ 3 กกต.ควรส่งสำนวนทั้งหมดให้ศาลฎีกาแผนกเลือกตั้ง เป็นผู้วินิจฉัยและตัดสินว่า มีการฮั้ว สว.หรือมีการโกงการเลือกตั้ง สว.ที่ผ่านมาหรือไม่ แต่ความเชื่อส่วนตัว ก็เชื่อว่า กกต.ชุดนี้ คงจะไม่กล้าหัก “ผู้บงการทางการเมือง” หรือ “ผู้มีบารมีทางการเมือง” ที่ทำให้ กกต.ได้ได้รับตำแหน่งเป็น กกต.อยู่ในขณะนี้ จึงจำเป็นต้องตัดสินใจสั่งไม่ฟ้อง ผู้ที่ถูกกล่าวหาทั้งหมด
เพราะฉะนั้นอยากให้สังคมจับตาดูว่า คำวินิจฉัยหรือมติของ กกต.ชุดนี้ ที่จะออกมาปลายเดือนส.ค.นี้ ผลจะออกมาในแนวทางใด”



















