“ชัยธวัช” เปิดเวทีสภาตีแผ่วิกฤตการเมือง ชี้ปมโกง สว. ไม่ใช่แค่เรื่องกลไกตรวจสอบถ่วงดุลล้มเหลว แต่เป็นวิวัฒนาการของ “ระบอบสีน้ำเงิน” ตั้งแต่ยุค คสช. จี้สังคมตระหนักภาพใหญ่ หวั่นลุกลามกระทบระบอบประชาธิปไตยและพระราชสถานะอันทรงเป็นกลางทางการเมือง
วันที่ 29 ส.ค.2569 เวลา 10.20 น. ที่รัฐสภา ในการจัดเสวนาตามโครงการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน ในหัวข้อ “การเมืองไทย ในวิกฤตความเชื่อมั่น ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ“ โดยนายชัยธวัช ตุลาธน อดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อดีตผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวตอนหนึ่งว่า ถามว่ากังวลหรือไม่กับวิกฤตความเชื่อมั่นของกลไกตรวจสอบถ่วงดุลจากกรณีโกง สว.ต้องบอกว่า ส่วนตัวกังวลมาตั้งแต่การมีรัฐประหารปี 2557 กังวลตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญปี 2560 กังวลตั้งแต่คสช. ตั้ง สว.จากการแต่งตั้งครั้งแรก และมีอำนาจแต่งตั้งองค์กรอิสระเหมือนกัน เลือกนายกฯได้ด้วย ตนถามว่าทำไมพึ่งจะมากังวลกัน ก่อนหน้านี้ไม่ต้องโกงให้เหนื่อยก็สามารถตั้งได้ดื้อๆ เลย ตนทวนความจำให้ไอไม่ไม่โกงตั้งเอาดื้อๆ ไม่กังวลหรือ ถ้าจะพูดเรื่องโกงสว.หรือวิกฤตกลไกตรวจสอบถ่วงดุล ตนคิดว่าจะเข้าใจเรื่องนี้ต้องพูดในบริบทของพัฒนาทางการเมืองไทย ที่อย่างน้อยนับตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา เพราะมันเป็นเรื่องเดียวกัน
“พูดง่ายๆ ถ้าถามตนว่าคดีโกงสว.ทำให้ผมกังวล เกิดวิกฤตความเชื่อมั่นต่อกลไกตรวจสอบถ่วงดุลหรือไม่ ผมคิดว่าไม่ได้กังวลในแง่นั้น แต่กังวลใหญ่กว่านั้น ผมคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้มันไม่ใช่วิกฤต แค่กลไกตรวจสอบถ่วงดุลเท่านั้น คดีโกงสว.เป็นหนึ่งสิ่งที่แสดงถึงวิกฤตระบอบประชาธิปไตยไทย จากภัยคุกคามของระบอบสีน้ำเงินที่เป็นพัฒนาการล่าสุดของระบอบการเมืองนับตั้งแต่รัฐประหารปี 2557 และรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นต้นมา ผมคิดว่าถ้าเราจะเข้าใจเรื่องนี้เราต้องมองภาพใหญ่กว่านั้น“ นายชัยธวัช กล่าว
นายชัยธวัช กล่าวต่อว่า พูดถึงองค์กรตรวจสอบทวง ถ่วงดุลการใช้อำนาจที่ควรจะเป็นในระบอบประชาธิปไตย แต่องค์กรอิสระรวมไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ วุฒิสภา ภายใต้ระบอบการเมืองหลัง หลังรัฐประหารปี2557 และหลังมีรัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ได้ถูกออกแบบเพื่อเป็นกลไกตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจ แต่ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นกลไกในการกำกับควบคุมสภาผู้แทนราษฎรและ ฝ่ายบริหารที่มามาจากการเลือกตั้ง เป็นกลไกกำกับควบคุมอำนาจที่มาจากประชาชนให้เชื่อง ต่อผู้มีอำนาจในระบอบสีน้ำเงิน ดังนั้นไม่แปลกกลไกเหล่านี้จึงทำงานบ้างไม่ทำงานบ้าง ป.ป.ช.จะเลือกฟ้องนักการเมืองคนไหนมันแล้วแต่ว่าตอนนั้นยอมถูกกวาดต้อนมาอยู่กับผู้มีอำนาจหรือไม่ ใครเชื่องรอด ใครไม่เชื่องตัดสิทธิ์ยุบพรรค
”สว. ก็เหมือนกัน วันนี้สว.ที่มาจากการโกง แม้จะไม่มีอำนาจในการเลือกนายกแล้ว แต่สว.ก็ยังถือว่าเป็น เป็นแกนกลางของกลไกกำกับควบคุมอำนาจของประชาชน ภายใต้ระบอบสีน้ำเงินที่พัฒนาครั้งล่าสุดของการรัฐประหารอยู่ เพราะ สว.เป็นแกนกลางในการเลือกว่าจะยอมให้ใครเป็นองค์กรอิสระองค์กรไหน เช่นอัยการ ศาลปกครอง สว.เป็นหัวใจที่สำคัญมากของกลไกนี้ และหน้าที่อีกอันของ สว.คือป้องกันไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในแบบที่ผู้มีอำนาจไม่ต้องการ พูดรวมรวมองค์กรอิสระศาลรัฐธรรมนูญรวมไปยังสว. ในระบอบสีน้ำเงิน เป็นผู้พิทักษ์ระบอบการเมืองที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยหลังปี 2557 เป็นต้นมาจนถึงทุกวันนี้ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เราจะเห็นความพยายามทุกวิถีทาง การโกงอย่างเป็นระบบ และโจ่งแจ้ง เพื่อที่จะได้มาซึ่งเสียงข้างมากของ สว. ในการรักษาองค์กรพิทักษ์ระบอบสีน้ำเงินนี้ไว้ต่อไปและใช้ทุกวิถีทางว่า ถึงขนาดบอกว่าเราทำเพื่อข้างบน“ นายชัยธวัช กล่าว
นายชัยวัฒน์ กล่าวด้วยว่า ดังนั้นกรณี สว. ถ้าเราไม่สามารถช่วยกันจัดการเรื่องนี้ได้ จะไม่ใช่แค่กระทบแค่ความเชื่อมั่นต่อกลไกตัวตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจเท่านั้น แต่กระทบต่อระบอบประชาธิปไตยไทยทั้งหมดรวมถึงกระทบต่อหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่จะต้องจัดวางพระราชสถานะให้ทรงเป็นกลางทางการเมืองเรื่องนี้ใหญ่กว่าเรื่องกลไกตรวจสอบ



















