“อนุทิน” แจงปมควักเงินส่วนตัวแจกชาวบ้านน้ำท่วมสายไหม หลังถุงยังชีพหมด ลั่นเงินสะอาด เป็นเงินเดือนของตัวเอง ย้ำอย่าเอาประชาชนมาเป็นตัวประกันทางการเมือง พร้อมรับฟังคำวิจารณ์ ใครดุด่าว่ากล่าวก็น้อมรับ ขอเดินหน้าช่วยผู้ประสบภัยเป็นหลัก
เมื่อเวลา 09.33 น. วันที่ 30 ก.ย. 2569 ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์การลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมว่า ไม่ได้ให้ความสนใจกับเรื่องดังกล่าว เพราะวันนี้ขอทำงานอย่างเดียว
นายอนุทินกล่าวว่า ใครจะดุด่าว่ากล่าวก็พร้อมน้อมรับ หากมีการใช้ถ้อยคำรุนแรงก็ถือว่าเป็นการระบายความรู้สึกของประชาชน และรัฐบาลควรเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็น พร้อมย้ำว่า เมื่อเข้ามาทำงานเป็นรัฐบาลก็ไม่สามารถเลือกที่จะรับฟังเฉพาะคำพูดที่ชอบได้
ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรีมอบเงินให้ประชาชนระหว่างลงพื้นที่เขตสายไหม เมื่อคืนวันที่ 29 ก.ย. นายอนุทินชี้แจงว่า ถุงยังชีพที่เตรียมไปแจกหมดแล้ว ขณะที่ประชาชนบางส่วนเดินออกมาพบและขอความช่วยเหลือ จึงนำเงินที่ติดตัวไปมอบให้ประชาชนแทน
เมื่อถูกถามถึงประเด็นที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งคำถามเกี่ยวกับเงินที่นำไปช่วยประชาชน นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ควรนำประชาชนมาเป็นตัวประกันทางการเมือง เพราะขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่ทุกฝ่ายควรมุ่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย และการตั้งคำถามทางการเมืองอาจทำให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น
นายกรัฐมนตรีกล่าวยืนยันว่า “เงินผมสะอาดแน่นอน” พร้อมอธิบายว่า เงินที่นำไปมอบให้ประชาชนเมื่อคืนยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเงินเดือนที่ได้รับจากการเป็นข้าราชการ และย้ำว่าเป็นเงินที่ตั้งใจมอบให้ประชาชน เพราะถุงยังชีพที่เตรียมไปหมดแล้ว
นายอนุทินยังกล่าวว่า การช่วยเหลือดังกล่าวเป็นสิ่งที่ตนสามารถทำได้ในขณะนั้น และไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องทางการเมือง พร้อมระบุว่า “ต้องไม่เอามาตรฐานตัวเองมาเทียบกับคนอื่น” ก่อนตอบผู้สื่อข่าวว่า คำพูดดังกล่าวหมายถึง น.ส.รักชนกหรือไม่ โดยนายกรัฐมนตรีตอบว่า “ใช่”
พร้อมกล่าวว่า “ผมมีพ่อแม่สั่งสอนมาดีให้ดูแลพี่น้องประชาชน”
ส่วนสถานการณ์ในพื้นที่ หลังลงพื้นที่พบประชาชนสะท้อนเรื่องอาหารการกินลดลงหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ช่วงหลังไม่ค่อยพบปัญหาดังกล่าว และได้กำชับเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่องว่า ไม่ควรให้มีภาพประชาชนไม่ได้กินข้าว
ก่อนหน้านี้ นายอนุทินยังกล่าวถึงการลงพื้นที่กลางดึกว่า ต้องการเห็นสถานการณ์จริง โดยการลงพื้นที่ไม่ได้แจ้งหมายล่วงหน้า เพื่อให้เห็นสภาพความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด



















