‘ทนายอั๋น’หอบหลักฐานฮั้วสว.มอบ‘กกต.’ กว่า9หมื่นหน้าจี้ส่ง‘ศาลฎีกา’พิจารณาคดี

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ทนายอั๋น” ยื่นหลักฐานเพิ่มเติมคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. กว่า 90,000 หน้า ทั้งเส้นทางการเงิน สลิปโอนเงิน ข้อมูลโทรศัพท์ แชตไลน์ และโพยลงคะแนน อ้างเชื่อมโยงเป็นขบวนการตั้งแต่ระดับอำเภอถึงประเทศ จี้ กกต. อย่าพิจารณาแยกเป็นรายจังหวัด พร้อมตั้งคำถาม หากมีหลักฐานเพียงพอให้เชื่อว่ามีการกระทำผิด แต่ไม่ส่งศาลฎีกา กกต. อาจต้องรับผิดทางกฎหมาย

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2567 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ “ทนายอั๋น” เดินทางเข้ายื่นพยานหลักฐานเพิ่มเติมต่อ กกต. เพื่อขอให้พิจารณาส่งเรื่องไปยังศาลฎีกา กรณีการทุจริตและการฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.)​

นายภัทรพงศ์ เปิดเผยว่า หลักฐานที่นำมายื่นเพิ่มเติมมีจำนวนมากกว่า 90,000 หน้า ประกอบด้วยเส้นทางการเงิน สลิปการโอนเงิน ข้อมูลการใช้โทรศัพท์ ข้อความสนทนาในไลน์ และโพยลงคะแนน โดยอ้างว่าหลักฐานทั้งหมดมีความเชื่อมโยงกันเป็นระบบในหลายพื้นที่ ตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด ไปจนถึงระดับประเทศ

โดยหลักฐานที่เห็นว่าสำคัญ ได้แก่ สลิปการโอนเงินข้ามจังหวัดเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2567 ซึ่งอ้างว่าเชื่อมโยงเครือข่ายผู้เกี่ยวข้องระหว่าง จ.อำนาจเจริญ กับ จ.สุราษฎร์ธานี รวมถึงข้อมูลที่ระบุว่าเกี่ยวข้องกับบุคคลซึ่งถูกกล่าวถึงในเครือข่ายดังกล่าว และข้อมูลจาก สส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย ซึ่งได้แจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการฮั้วต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) แล้ว

นายภัทรพงศ์ ยังอ้างว่า DSI ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพิกัดสัญญาณโทรศัพท์ และพบว่าข้อมูลสอดคล้องกับคำให้การที่ได้รับมา

“ทนายอั๋น” กล่าวต่อว่า ไม่เห็นด้วยหากประธาน กกต. จะพิจารณาเรื่องการฮั้ว สว. แบบแยกเป็นรายบุคคลหรือรายจังหวัด เพราะมองว่าคดีดังกล่าวมีลักษณะเป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงกันหลายพื้นที่ จึงควรพิจารณาภาพรวมของขบวนการ

พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงแนวทางการพิจารณาของ กกต. โดยระบุว่า กรณีนี้ กกต. มีหน้าที่พิจารณาว่ามีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการกระทำผิดหรือไม่ ก่อนส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัยต่อไป

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงข้อกังวลว่า หากหลักฐานไม่เพียงพอ อาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือของ กกต. นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 ประกอบ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 62 กกต. มีหน้าที่พิจารณาในระดับว่ามี “เหตุอันควรเชื่อว่าอาจมีการกระทำผิด” ไม่ใช่การวินิจฉัยความผิดขั้นสุดท้าย เพราะอำนาจในการตัดสินเป็นของศาลฎีกา

นายภัทรพงศ์ เปรียบเทียบว่า หากคดีที่มีพยานหลักฐานจำนวนไม่มากยังสามารถเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลได้ แต่กรณีนี้มีหลักฐานจำนวนมาก ทั้งเอกสารทางการเงินและข้อมูลการสื่อสาร จึงเห็นว่า กกต. ควรเปิดทางให้ศาลเป็นผู้พิจารณาน้ำหนักของพยานหลักฐาน

พร้อมยกกรณีคดีหุ้นไอทีวีของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มาเปรียบเทียบว่า เคยมีกรณีที่เรื่องถูกส่งต่อไปยังศาลก่อนที่ผู้ถูกกล่าวหาจะได้ชี้แจงต่อ กกต. อย่างเต็มที่

ช่วงท้าย นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า หาก กกต. มีพยานหลักฐานที่เข้าข่ายมีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการกระทำผิด แต่ไม่ดำเนินการส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา ก็อาจต้องมีการตรวจสอบความรับผิดชอบของผู้ที่เกี่ยวข้อง พร้อมกล่าวในลักษณะเตือนว่า หากการปฏิบัติหน้าที่เข้าข่ายความผิด ผู้เกี่ยวข้องก็อาจต้องเผชิญกับกระบวนการทางกฎหมายต่อไป

หมายเหตุ: ข้อกล่าวหาและการเชื่อมโยงบุคคลต่าง ๆ ที่ปรากฏในข่าวข้างต้น เป็นข้อมูลและข้อกล่าวอ้างจากนายภัทรพงศ์ ซึ่งยังต้องผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและศาลต่อไป.

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

ฟังบทวิเคราะห์…

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img