“ค่าการกลั่น” ที่สูงในระดับ 6.33 บาทต่อลิตร ทำให้เกิดคำถามมากมาย ว่าสูงเกินไปหรือไม่? และมีกระแสกดดันให้ “โรงกลั่นน้ำมัน” ควรลดค่าการกลั่นนั้น เพื่อทำให้การคำนวนต้นทุนน้ำมันลดต่ำลง แท้จริงแล้ว “ค่าการกลั่น” คืออะไร?
มาทำความเข้าใจกัน “ค่าการกลั่น” หรือ GRM (Gross Refining Margin) คือ ส่วนต่างระหว่าง “ราคาน้ำมันสำเร็จรูป” กับ “ต้นทุนของน้ำมันดิบ” ไม่ใช่กำไรสุทธิของโรงกลั่น
ทั้งนี้เพราะโรงกลั่นยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกกว่าจะกลั่นเป็นน้ำมันออกมาแต่ละลิตร ประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายของน้ำมันดิบส่วนเพิ่ม ประกอบด้วย 1.ส่วนต่างราคาน้ำมันดิบอ้างอิง และราคาน้ำมันดิบที่มีการซื้อขายจริง (Crude Premium) ค่าขนส่ง และค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย 2.ต้นทุนการผลิตในโรงกลั่น ได้แก่ ค่าเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า น้ำ ค่าซ่อมบำรุง ค่าแรง ค่าเสื่อมจากเงินลงทุนต่างๆ ดอกเบี้ยและภาษี
ในส่วนของ Crude Premium อาจเป็นเป็นบวก เรียก “พรีเมี่ยม” หรืออาจเป็นลบ (Discount) ขึ้นอยู่กับสภาวะของอุปสงค์อุปทานของน้ำมันในตลาดแต่ละช่วง
สงครามตะวันออกกลางในครั้งนี้ ความต้องการใช้น้ำมันมีมาก ทำให้ค่าพรีเมี่ยมปรับสูงขึ้น 3-4 เท่า เมื่อเทียบกับภาวะปกติ นอกจากนี้ “พรีเมี่ยม” ยังขึ้นกับคุณภาพของน้ำมันดิบ น้ำมันดิบที่กลั่นออกมาแล้วให้ผลิตภัณฑ์ราคาสูงจำนวนมาก เช่น น้ำมันเบนซิน ดีเซล จะมีพรีเมี่ยมมากกว่าน้ำมันดิบที่ให้ผลิตภัณฑ์ที่มีราคาต่ำ เช่น น้ำมันเตา
นอกจากนี้ค่าขนส่ง และระวางเรือ ช่วงสงครามก็สูงด้วย เพราะเรือขาดแคลน ทำให้ค่าขนส่งเพิ่มขึ้น 5 เท่า ค่าเบี้ยประกันภัยก็เพิ่มถึงร้อยเท่า เพราะมีความเสี่ยง และทำให้หาบริษัทรับประกันยาก
เมื่อราคาน้ำมันตลาดโลกแพง การคิดต้นทุน ณ โรงกลั่นที่ผูกโยงกับราคาตลาดโลก ทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมเรายังต้องอ้างอิงราคาตลาดโลกในการคิดต้นทุน ก็เมื่อเรากลั่นน้ำมันเองได้ ก็อย่างที่ทราบว่า ไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 92% มีแค่ 8% เท่านั้นที่ผลิตในประเทศ และใน 92% นั้น ไทยเรานำเข้า 58% จากตะวันออกกลาง ได้แก่ เอมิเรตส์ ซาอุดิอาระเบีย กาตาร์ คูเวต โอมาน และ 24% จากแหล่งอื่น ๆ ได้แก่ สหรัฐฯ บราซิล ไนจีเรีย ลิเบีย เป็นต้น อีก 19% มาจากตะวันออกไกล ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนิเซีย บรูไน และเวียดนาม
ในช่วงสงคราม การจัดหาน้ำมันดิบมากลั่นไม่ใช่ของง่าย ต่างแย่งกันในตลาดขณะที่ต้นทุนสูงขึ้นแบบพรวดพราด ซึ่ง “กลุ่ม ปตท.” ได้เร่งจัดหาจากแหล่งต่าง ๆ ให้เพียงพอจากนอกตะวันออกลาง รวมถึงปรับเปลี่ยนท่าเรือในการรับน้ำมันดิบ
พอน้ำมันดิบกลั่นจากโรงกลั่นออกมาแล้ว ยังมีกลไกการกระจายน้ำมันที่ทำให้เกิดต้นทุนอีกกว่าจะถึงมือผู้บริโภค โดยโรงกลั่นทั้ง 6 โรง ทั้งในกลุ่ม ปตท. 3 โรง, โรงกลั่นบางจาก 2 โรง และสตาร์ปิโตรเลียม 1 โรง จะส่งผ่านไปยัง “ผู้ค้ามาตรา 7” ซึ่งเป็นผู้ค้าน้ำมันหลัก ส่งต่อไปยังปั๊มตามแบรนด์ของตนเอง ขณะเดียวกันโรงกลั่นน้ำมันก็ส่งให้กับ “ผู้ค้ามาตรา 10” หรือ Jobber เป็นผู้กระจายน้ำมันสำเร็จรูปไปตลาดย่อย ได้แก่ ปั๊มอิสระที่ไม่มีแบรนด์รวมปั๊มหลอด โรงงานอุตสาหกรรม ขนส่ง และเกษตร

เมื่อราคาน้ำมันที่ขึ้นสูงแล้ว แถมน้ำมันในปั๊มไม่พอขายในพื้นที่ต่าง ๆ ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนไปยัง “ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7” ซึ่งเป็น “ผู้ค้าน้ำมันหลัก” ด้วย
ขออธิบายกลไกการกระจายน้ำมันเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ไม่สงบในตะวันออกกลาง ปั๊มน้ำมันขายน้ำมันสูงขึ้น บางแห่งยอดขายน้ำมันสูงขึ้น 2 เท่า อันนี้เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ทำให้ปริมาณน้ำมันกระจายไม่ทันในบางช่วงได้
แต่ก็มีความพยายามแก้ไขสถานการณ์ เพื่อทำให้น้ำมันมีเพียงพอ โดย “โรงกลั่น” เดินกันเกิน 100% “คลังน้ำมัน” ก็เปิดทำการ 7 วัน ขนส่งน้ำมันกันนอกเวลา เพิ่มรอบการขนส่งจากปกติแต่ละวันจะขนส่งน้ำมันไปปั๊มกันวันละรอบ เพียงพอสำหรับการขาย 2-3 วันตอนนี้วันต่อวัน
อย่างไรก็ตาม มี “กลไกการกระจายน้ำมันอีกส่วนหนึ่ง” ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ และเป็นตัวแปรสำคัญต่อการกระจายน้ำมันในบ้านเราด้วย นั่นก็คือ Jobber ว่ากันตามกฎหมายไทย เรียกว่า “ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 10” ซึ่งต้องมีปริมาณการค้าขั้นต่ำ 30,000 ตันต่อปี เป็นผู้ซื้อน้ำมันล็อตใหญ่จากโรงกลั่น และนำมากระจายขายต่อให้ลูกค้ารายย่อย เช่น ปั๊มชุมชน โรงงาน และภาคเกษตร
ประเทศไทยมี Jobber อยู่ด้วยกันมากถึง 243 ราย ถือเป็นกลุ่มที่มีบทบาทในการกระจายน้ำมันออกสู่พื้นที่ห่างไกล โดย Jobber จะส่งน้ำมันไปยังพื้นที่ที่บริษัทใหญ่มีข้อจำกัดในการจัดส่ง เช่น ปั๊มขนาดเล็ก ปั๊มชุมชน โรงงาน ภาคเกษตร เป็นข้อดี คือ ทำให้พื้นที่ห่างไกลเข้าถึงพลังงาน
แต่ประเด็นคือ การทำการค้าของ Jobber นั้น จะเลือกซื้อน้ำมันในช่วงราคาถูก และบริหารสต็อกเอา มีการเก็งกำไร กั๊กไว้รอขายในราคาสูง ซึ่งทางธุรกิจเป็นเรื่องปกติ แต่ในช่วงวิกฤตินั้นความปกติของ Jobber ทำให้เกิดความไม่ปกติของประเทศ และนำมาสู่ความเดือดร้อนของประชาชน เพราะทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดลดลง บางพื้นที่เกิดภาวะขาดแคลนชั่วคราวจากจังหวะการปล่อยน้ำมันของ Jobber
อย่างไรก็ตาม จนถึงตอนนี้ ทุกฝ่ายคงพอทราบแล้วว่า ต้องแก้ไขที่จุดไหน และทำอย่างไรจึงจะแก้ปัญหาการขาดแคลนได้ จึงได้ออกมาตรการคุมเข้มเส้นทางการขนส่งน้ำมันจากโรงกลั่นไปถึงปลายทาง แต่ในส่วนความเดือดร้อนจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูง ก็ยังต้องมีอยู่ต่อไปตราบที่ยังมีการสู้รบในตะวันออกกลาง

ล่าสุด ราคาน้ำมันดีเซลในตลาดสิงคโปร์ดีดตัวสูงขึ้นอย่างมากจาก 198.20 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเป็น 242.91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของ “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” ที่ต้องรับภาระชดเชยสูงถึงประมาณวันละ 2,592 ล้านบาท หรือประมาณ 80,344 ล้านบาทต่อเดือน
ล่าสุดที่ คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เพิ่งมีมติเห็นชอบเมื่อดึกๆของวันที่ 25 มี.ค.ปรับลดอัตราชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซิน ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตร ในวันที่ 26 มี.ค.69
เมื่อราคาน้ำมันกระโดดเช่นนี้ โดยเฉพาะ “ดีเซล” ซึ่งเป็นต้นทุนของสินค้าและการขนส่ง ก็เชื่อว่าจะมีเสียงเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนเข้ามาช่วยกันจะดังแซ่ซ้องขึ้น โดยเฉพาะการพุ่งเป้าไปที่ “โรงกลั่น” ให้เข้ามาช่วย ด้วยการปรับลดค่าการกลั่น เพื่อทำให้การคิดด้นทุนราคาน้ำมันตามโครงสร้างปรับลดลง
เรื่องนี้ “ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ” ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวย้ำว่า ค่าการกลั่นไม่ใช่ต้นทุนหรือกำไร แต่คือส่วนต่างของสองราคา คือน้ำมันดิบและน้ำมันสุก หรือน้ำมันสำเร็จรูป ซึ่งราคาของสองตลาดนี้ วิ่งไม่เหมือนกัน ไม่ได้ไปด้วยกันตลอดเวลา บางจังหวะราคาน้ำมันดิบดูไบราคาขึ้น ส่วนน้ำมันสำเร็จรูปลดลงก็มี ในความเห็นส่วนตัวไม่ควรเรียกว่า “ค่าการกลั่น” แต่ควรเปลี่ยนเป็น “ส่วนต่างของราคามากกว่า”
ส่วนต้นทุนของโรงกลั่นจริง ๆ นั้น ต้นทุนที่หนึ่ง คือ “น้ำมันดิบ” โดยโรงกลั่นต้องไปซื้อน้ำมันดิบมากลั่น ซึ่งปัจจุบันมีต้นทุนที่เรียกว่า ค่าพรีเมี่ยม เพราะของหายากขึ้น เราอยากได้น้ำมันล็อตใหญ่ วันนี้ต้องจ่ายค่าพรีเมี่ยม หากถึงช่วงที่ของในตลาดเยอะ คนซื้อน้อย ก็มีส่วนลด หรือ discount
ต้นทุนที่สอง คือ “ค่าขนส่ง รวมค่าประกัน” ซี่งขึ้น 20 เท่า เพราะเรือวิ่งไม่ได้ โดนกักในช่องแคบฮอร์มุซ เข้าไปส่งของและออกมาไม่ได้ เหมือนเรือมยุรีนารี พอเรือออกมาก็โดนโจมตี เรือก็ไม่กล้าวิ่ง ทำให้มีเรือตกค้าง ต้นทุนที่สาม คือ ค่าใช้จ่ายในการกลั่น เช่น เคมีภัณฑ์ ซึ่งตอนนี้ก็หายาก และแพงขึ้น ดันให้ต้นทุนการกลั่นสูงขึ้นมาก
“โรงกลั่นมีทั้งกำไรและขาดทุน เมื่อราคาน้ำมันปรับลดลง ค่าการกลั่นเคยลดต่ำเหลือ 50 สตางค์ หรือติดลบด้วยซ้ำไป ซึ่งตอนราคาน้ำมันลดลง แต่ในสต็อกซื้อมาราคาสูง รัฐก็ไม่ได้ชดเชยให้” ปลัดกระทรวงพลังงานกล่าวย้ำ

“ประเสริฐ” มองว่า ข้อเสนอให้คิดค่าการกลั่นตามต้นทุน และกำหนดแบบตายตัวเลย เช่น 3 บาท โรงกลั่นก็อาจชอบ ไม่ต้องเสี่ยงกับราคาขึ้น-ลง แต่ทำไมที่ผ่านมา เรายังต้องอ้างอิงราคาตลาด เนื่องจากหลายเหตุผลด้วยกัน ประเด็นคือ ไทยต้องนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปบางส่วนด้วย เพื่อบาลานซ์โรงกลั่น เพราะน้ำมันที่กลั่นออกมามีหลายชนิด โรงกลั่นไทยผลิตน้ำมันดีเซลเพียงพอ แต่เบนซินอาจไม่พอ ซึ่งการที่ไทยต้องทั้งซื้อและขาย ก็ต้องอ้างอิงราคาโรงกลั่นในตลาดที่มีการแข่งขัน
หากเรากำหนดตามต้นทุนสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ เวลาราคาตลาดโลกแพง โรงกลั่นก็ไม่อยากนำเข้ามาผลิต เพราะเราไปกำหนดค่าการกลั่นตายตัวไว้ ทำให้น้ำมันในประเทศไม่พอขายในประเทศ ดังนั้น การจะเปลี่ยนระบบการคิดต้นทุนและกำไรของโรงกลั่น ก็ต้องยอมรับว่า ทุกระบบมีข้อดีและข้อเสีย
ทางด้าน “ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์” อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองเช่นเดียวกันว่า “การอ้างอิงราคาน้ำมันที่ตลาดสิงคโปร์นั้น เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว เพราะในสิงคโปร์เป็นตลาดที่มีการซื้อขายน้ำมันในภูมิภาคที่อยู่ใกล้ไทยที่สุด และใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้ มีโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่หลายโรง เป็นโรงที่มีประสิทธิภาพในการผลิตส่งขายไปทั่วโลก เป็นตลาดที่มีการค้าขายอย่างเสรี มีการแข่งขันอย่างเต็มที่ไม่มีการแทรกแซงจากรัฐ ซึ่งนั่นหมายความว่า เรากำลังอิงราคาในตลาดที่ถูกที่สุด หากโรงกลั่นไทยไม่มีประสิทธิภาพ ก็สู้ไม่ได้ เวลาที่เราต้องส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปที่เหลือจากความต้องการในประเทศไปขาย”
ทีนี้พูดถึง ค่าการกลั่น “ศ.ดร.พรายพล” ก็ย้ำเช่นกันว่า ไม่ใช่กำไรของโรงกลั่น แต่เป็นส่วนต่างของราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป ซึ่งสองตลาดไม่ได้ขึ้น-ลงเท่ากัน ในช่วงวิกฤติสงครามแบบนี้ ราคาน้ำมันสำเร็จรูปจะปรับขึ้นมากกว่าน้ำมันดิบ เพราะน้ำมันสำเร็จรูปสะท้อนสถานการณ์ได้เร็วกว่า กอปรกับสงครามในตะวันออกกลางรอบนี้ โรงกลั่นในตะวันออกกลาง ถูกโจมตีเสียหายไปหลายแห่ง ส่วนราคาน้ำมันดิบสะท้อนสถานการณ์ช้ากว่า และการจัดหาก็ยังสามารถทำได้จากหลายแหล่งทั่วโลก จึงเกิดส่วนต่างราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปที่ห่างกันถึง 5-6 บาทต่อลิตร
สำหรับข้อเสนอให้ใช้ Cost Plus หรือ ให้คิดต้นทุนโรงกลั่นจริง ไม่อ้างอิงราคาตลาดที่สิงคโปรนั้น จุดอ่อน คือ ข้อมูลต้องมาจากโรงกลั่นทั้ง 6 โรง ซี่งเทคโนโลยีแตกต่างกัน หากใช้วิธีเฉลี่ยต้นทุนของโรงกลั่นแต่ละแห่งมาคิด ก็จะเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างโรงกลั่นขึ้นอีก ซึ่งโรงกลั่นทั้ง 6 แห่ง เป็นของ 3 กลุ่มบริษัท ทั้งกลุ่ม ปตท. บางจาก และสตาร์ปิโตรเลียม ถือว่ามีการแข่งขันกันระดับหนึ่ง
“ต้นทุนโรงกลั่นเปลี่ยนแปลงตลอดตามราคาน้ำมัน หากเราจะคิดตามต้นทุนจริงไป ๆ มา ๆ อาจสูงกว่าการอ้างอิงราคาสิงคโปร์ได้ เพราะโรงกลั่นที่สิงคโปร์มีประสิทธิภาพสูง ที่สำคัญการอ้างอิงราคาตลาดที่สิงคโปร์ ยังมีทั้งขาขึ้นและลง เมื่อถึงช่วงที่ความต้องการน้ำมันน้อยกว่ากำลังผลิต ราคาก็ลดลง ค่าการกลั่นก็ลดลงจนติดลบก็มีมาแล้ว” ศ.ดร.พรายพล อธิบายเหตุผล
ในช่วงเวลานี้ ราคาน้ำมันขึ้นสูงมาก การให้โรงกลั่นลดค่าการกลั่นลงชั่วคราว เพื่อทำให้ต้นทุนการคิดราคาน้ำมันลดลง อาจจะช่วยลดแรงกดดันลงได้ระดับหนึ่ง แต่ขณะเดียวกันเมื่อถึงเวลาที่ราคาน้ำมันตลาดโลกลดลง ค่าการกลั่นลดลง รัฐควรต้องเข้าไปช่วยชดเชยการขาดทุนของโรงกลั่น จะทำให้ “โรงกลั่น” ให้ความร่วมมือ มากกว่าการพุ่งเป้าไปให้โรงกลั่น “ลดค่าการกลั่น” อย่างเดียว
…………………………………
คอลัมน์ : เข็มทิศพลังงาน
โดย…“ศรัญญา ทองทับ”
สนับสนุนโดย…บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน)




















