‘จตุพร’ชี้‘มทภ.4’ขอโทษแล้วแต่ยังไม่จบ แนะทุกฝ่ายใช้พูดคุยสร้างความเข้าใจกัน

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

”จตุพร”เผยแม่ทัพภาค 4 ขอโทษแล้ว แต่ “ไอโอ”ยังไม่จบ ปลุกปั่นฟัด“แยม” มุ่งล็อกให้พื้นที่ชายแดนใต้ไม่สงบ แนะพูดคุยผู้นำศาสนา ปรับเข้าใจปอเนาะ แลกเปลี่ยนผู้นำชุมชน กระทุ้ง “นายกฯหนู” ใช้โอกาสสงคราม ต.อ.กลางรื้อโครงสร้างพลังงาน เน้นเป็นรัฐบาลวิกฤตใช้กฎหมายเข้มข้น

เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 69 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊กไลฟ์รายการประเทศไทยต้องมาก่อน เมื่อวันที่ 17 เม.ย.ที่ผ่านมา ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ เริ่มถูกสถานการณ์ทั้งนอกและในประเทศรุมกระหน่ำหนักหน่วงและเปราะบางที่จะถูกปัจจัยซ่อนความขัดแย้งเข้าแทรกแซงได้ง่ายยิ่งขึ้น

สถานการณ์ภายในประเทศที่ร้อนระอุขึ้นนั้น เป็นกรณีลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส. นราธิวาส พรรคประชาชาติ (ในคืนวันที่ 20 มี.ค.) โดยวิถีกระสุนพุ่งเป้าไปที่เบาะหน้ามากกว่าเบาะหลัง ซึ่งนายกมลศักดิ์ นั่งอยู่จึงไม่โดนกระสุนใดๆ ทั้งสิ้น

อีกอย่างการลอบยิงในครั้งนี้ มีสิ่งผิดสังเกต เพราะผู้ก่อเหตุมุ่งลงมือในจุดมีกล้องวงจรปิดจับภาพได้ ดังนั้น จึงสงสัยถึงเจตนาผู้บ่งการต้องการอะไร มีเป้าหมายแท้จริงอะไร และ สส.กมลศักดิ์ ไปทำอะไรให้จึงถูกมุ่งหมายเอาชีวิต

นอกจากนี้ คำสัมภาษณ์ของ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาค 4 ซึ่งเป็นทหารนักรบต้องเข้าใจบทเรียนการตอบคำถามของผู้สื่อข่าวที่ขยายบานปลาย และฐปณีย์ เอียดศรีไชย หรือ แยม ถูกปฎิบัติการไอโอ (ปฏิบัติการข่าวสาร) ตามถล่ม เรื่องราวจึงไปกันใหญ่

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีคำพูดของแม่ทัพภาค 4 กล่าวหาโรงเรียนปอเนาะเป็นแหล่งบ่มเพาะและฝึกการก่อการร้าย แล้วยังลามไปถึงการพบผู้นำศาสนาชาวอิสราเอล (ยิว) มานั่งหัวโต๊ะร่วมประชุม จึงเป็นเรื่องใหญ่ที่สังคมไทยหวั่นวิตกท่ามกลางสงครามตะวันออกกลางปะทุเข้มข้น

ดังนั้น เมื่อนายกฯ กับ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ (บิ๊กดุลย์) รมว.กลาโหม ลงพื้นที่ร่วมกับแม่ทัพภาค 4 และได้แถลงข่าวขอโทษประชาชนกับกรณีที่เกิดขึ้น ประกอบกับผู้นำศาสนาและโรงเรียนปอเนาะเรียกร้องให้ย้ายแม่ทัพภาค 4 ออกจากพื้นที่ภายใน 30 เม.ย.นี้ ซึ่งหวั่นจะลุกลามให้เกิดเรื่องแทรกซ่อนขึ้นมาอีกหรือไม่

อย่างไรก็ตาม การแถลงขอโทษของแม่ทัพภาค 4 กับแยม ผู้สื้อข่าวนั้น รมว.กลาโหมควรปล่อยให้แม่ทัพภาค 4 พูดอย่างสิ้นกังขา เพราะเป็นเรื่องที่เปราะบางมากนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ปล้นปืนที่ค่ายปิเหล้งปี 2547 ในสมัยทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ ได้ยกเลิกศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) กับกองกำลังผสม พลเรือน ตำรวจ ทหารที่ 43 (พตท.43) แล้วใช้รัฐตำรวจเข้ามาจัดการแทน ยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ความไม่สงบได้จนถึงบัดนี้

กระทั่งขณะนี้ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังต้องแลกกับความตายของประชาชนนับพันราย บาดเจ็บนับหมื่นคน และใช้งบประมาณกว่า 5 แสนล้านบาท แต่เหตุการณ์สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่มีวี่แววว่าจะจบลงเสียที

นายจตุพร กล่าวว่า ตนบังเอิญได้คุยกับแม่ทัพภาค 4 ในเวลาสั้นๆ ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในภาคใต้ ดูเหมือนแม่ทัพภาค 4 เป็นคนง่ายๆ ไม่เจ้ายศเจ้าอย่าง ไปไหนก็มีทหารติดตามแค่คนเดียว สิ่งสำคัญสถานการณ์ชายแดนใต้แทบเป็นปกติ แม้มีเหตุการณ์รุนแรงเป็นคราวๆ กันไป แต่บรรยากาศไม่มีความตึงเครียดเหมือนช่วงแรกของความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้

ดังนั้น นายกฯ ควรตัดสินใจนำพาให้สถานการณ์สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้กลับมาเหมือนเป็นปกติตามเดิม เพราะเวลาไม่สงบมา 22 ปีตั้งแต่ปี 2547 นั้น ทั้งภาครัฐและประชาชนย่อมรู้ดีว่า อะไรเป็นอะไร เพียงแต่ว่า เสมือนหนึ่งต้องการล็อกความไม่สงบไว้ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งสร้างความเสียหายให้ประชาชน

“กรณีที่เกิดขึ้นขณะนี้ เมื่อมีการเปล่งวาจาขอโทษกันแล้ว และแม่ทัพภาค 4 ควรเดินหน้าพูดคุยสร้างความเข้าใจกับทุกฝ่าย ทั้งผู้นำปอเนาะ ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชนในพื้นที่เพื่อสร้างความเข้าใจ…และให้พื้นที่กลับสู่เหตุการณ์ก่อนการปล้นปืน (เมื่อ 22 ปี)”

สิ่งน่าวิตกกังวลของแม่ทัพภาค 4 ยังตามมาอีก เมื่อไปพบผู้นำศาสนายิว อาจเป็นดาบสองคมได้ แม้มีเจตนาต้องการจัดระเบียบการอยู่อาศัย แต่การห้ามชาวยิวเข้ามาไทยด้วยระบบฟรีวีซ่าแล้วไปอาศัยที่ อ.ปาย เกาะพะงัน ภูเก็ต และ กทม. ต้องยอมรับว่า เป็นปัญหากันจริงๆ

ส่วนสงครามตะวันออกกลางนั้น นายจตุพร ประเมินว่า อิหร่านคงไม่ยอมปลดอาวุธตามที่สหรัฐต้องการ และอิหร่านเรียกร้องค่าชดเชยก่อสงครามด้วยเงินจำนวนมโหฬารถึง 2.7 แสนล้านล้านดอลล่าร์ ถ้าสหรัฐชดใช้ให้แล้วจะฉุดให้เศรษฐกิจพังพาบไปด้วยเช่นกัน

อีกทั้งสงครามตะวันออกกลางเห็นได้ชัดว่าจบลงยาก และไทยไม่ควรตื่นเต้นกับคำพูดของโดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐถึงข่าวดีจากเจรจากัน เพราะไม่มีอยู่จริง อีกอย่างทรัมป์ประกาศชัยชนะทุกวัน แต่สิ่งที่เป็นจริงคือ สู้รบกันเข้าสองเดือนแล้วสหรัฐยังไม่ชนะสงครามเลย

นายจตุพร หวังว่า โอกาสนี้ไทยควรรื้อโครงสร้างพลังงาน ถ้าไม่จัดการแล้ว อาจไม่สามารถแก้ปัญหาพลังงานได้ และสถานการณ์จะบีบรัดมากขึ้น เพราะไม่รู้ว่า น้ำมันจะหมดเมื่อไหร่ ปุ๋ยจะขาดแคลนวันไหน การปลูกข้าวก็ลดลง ซ้ำร้ายอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจลดเหลือ 1.5 อยู่ท้ายกลุ่มประเทศอาเซียน

“ขอย้ำว่า รัฐบาลขณะนี้ ต้องเป็นรัฐบาลในยามวิกฤต โดยใช้กฎหมายเข้มข้น ถ้าไม่มีกฎหมายก็ตรากฎหมายมาใช้ แม้ปัญหาเศรษฐกิจขณะนี้คนยังพอแบกไหวอยู่ แต่อีกหนึ่งถึงสองเดือนข้างหน้าคงจะไม่ไหว และหลายกิจการจะมีอันเป็นไป”

ประเทศไทยต้องมาก่อน

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img