เกือบ 26 ปี ที่ไทยและกัมพูชา ได้ทำ บันทึกความเข้าใจ หรือ MOU 2 ฉบับ คือ MOU 2543 เรื่องชายแดนทางบก และ MOU 2544 เรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล และล่าสุด ผลการศึกษาจากคณะกรรมาธิการวิสามัญ วุฒิสภา มีมติเอกฉันท์เสนอให้รัฐบาล ทำการยกเลิกบันทึกความเข้าใจทั้งสองฉบับ
สำหรับ MOU 2543 เกิดขึ้นเพื่อสำรวจปักปันเขตแดน 798 กิโลเมตร
มีข้อดี คือ เป็นกรอบเจรจาสันติวิธี ยึดตามสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศสเดิม และมีกลไกทางเทคนิคอย่าง JBC
แต่ข้อเสีย ที่นำมาสู่การยกเลิก ได้แก่
1.อ้างอิงแผนที่ผิดพลาด โดยกัมพูชาอ้างอิงแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ที่ฝรั่งเศสทำขึ้นฝ่ายเดียว ซึ่งคลาดเคลื่อนจากแนวสันปันน้ำจริง และไทยไม่ยอมรับ
2.ไม่มีความคืบหน้า ที่ผ่านมา 26 ปี การเจรจาดำเนินการได้เพียงขั้นตอนแรก และปักหลักเขตได้เพียง 45 จาก 74 หลัก เท่านั้น
3.เสียเปรียบเชิงปฏิบัติ กัมพูชามักใช้ประชาชนรุกล้ำพื้นที่ แต่กลไก JBC กลับไม่มีอำนาจจัดการปัญหาการละเมิดเหล่านี้อย่างจริงจัง”

สำหรับ MOU 2544 ที่เป็นการเจรจาพื้นที่ทับซ้อน (OCA) กว่า 2.6 หมื่น ตร.กม.ในทะเล
มีข้อดี คือเป็นเครื่องมือเจรจา แบ่งพื้นที่เป็นส่วน “แบ่งเขตแดน” และ “พัฒนาร่วม” (JDA) เพื่อนำพลังงานมาใช้ เหมือนที่ไทยสามารถตกลงกับมาเลเซียได้
แต่ข้อเสีย ที่นำมาสู่การยกเลิก ได้แก่
1.การละเมิดอธิปไตย เนื่องจากเส้นที่กัมพูชาลากผ่าน “เกาะกูด” ของไทย เป็นการลากเส้นตามอำเภอใจ นั้นไม่มีพื้นฐานกฎหมายระหว่างประเทศรองรับ
2.เงื่อนไขที่แยกไม่ได้ เนื่องจาก MOU 44 ผูกเรื่องแบ่งเขตและพัฒนาร่วมไว้เป็นแพ็กเกจเดียว เมื่อตกลงเรื่องเส้นเขตแดนไม่ได้ การแบ่งทรัพยากรก็เกิดขึ้นไม่ได้
3.กลายเป็นทางตัน เนื่องจากกัมพูชาแสดงท่าทีชัดเจนว่าต้องการแค่แบ่งผลประโยชน์ แต่ไม่ยอมปรับเส้นเขตแดนให้ถูกต้อง
ทาง กมธ. จึงมองว่า หากคง MOU 2544 เอาไว้ ประเทศไทยจะติดอยู่ในกรอบเดิมที่ทำงานไม่ได้จริง และเสี่ยงจะเสียดินแดนจากแผนที่ที่คลาดเคลื่อน
หากยกเลิกจะมีข้อดี คือ ไทยฟื้นอำนาจต่อรอง ลดความกังวลเรื่องการยอมรับเส้นเขตแดนที่ไม่เป็นธรรม และเปิดทางสู่ข้อตกลงใหม่ที่รัดกุมกว่า
ส่วนข้อเสีย คือ อาจกระทบความสัมพันธ์ระยะสั้น และต้องเตรียมมาตรการชั่วคราวรองรับเพื่อไม่ให้เกิด “สุญญากาศการเจรจา”
สำหรับเหตุผลหลักที่ไทยต้องกังวล กับการที่กัมพูชา อ้างอิงแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ประมวลได้ดังนี้
1.ความคลาดเคลื่อนจากภูมิประเทศจริง นั่นคือ แนวสันปันน้ำ โดยแผนที่นี้จัดทำขึ้นโดยฝรั่งเศสเพียงฝ่ายเดียว ในช่วงปี ค.ศ. 1908 และมีข้อผิดพลาดอย่างมากเมื่อเทียบกับ “เส้นสันปันน้ำจริง” ในภูมิประเทศ,
ตามอนุสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ.1904 กำหนดให้ใช้สันปันน้ำเป็นเส้นเขตแดน แต่แผนที่ 1:200,000 กลับลากเส้นไม่ตรงตามแนวสันปันน้ำนั้น ส่งผลให้ไทยเสี่ยงต่อการเสียดินแดนหากยึดตามแผนที่นี้เป็นหลัก โดยเฉพาะพื้นที่เกาะกูด
2.ไทยไม่เคยลงนามรับรองอย่างเป็นทางการ เนื่องจากคณะกรรมการปักปันเขตแดนฝ่ายสยามในสมัยนั้น ไม่เคยลงนามรับรองแผนที่นี้ ตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ เนื่องจากคณะกรรมการสลายตัว ไปก่อนที่แผนที่ซึ่งฝรั่งเศสนำไปพิมพ์จะเสร็จสมบูรณ์ การนำแผนที่นี้มาอ้างอิง จึงขัดกับจุดยืนของไทยที่ยืนยันมาตลอดว่าไม่ยอมรับแผนที่ฉบับนี้
3.การเสียเปรียบเชิงพื้นที่ โดยแหล่งข้อมูลระบุตัวอย่างชัดเจนบริเวณเทือกเขาพนมดงรัก หากยึดตามแผนที่ 1:200,000 ของกัมพูชา พื้นที่ภูมะเขือจะตกอยู่ในดินแดนกัมพูชาทันที แต่ถ้าใช้แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ที่ฝ่ายไทยใช้อยู่ ที่มีความละเอียดและถูกต้องตามอนุสัญญาฯ มากกว่า พื้นที่ภูมะเขือจะอยู่ในเขตไทย
4.กับดักทางกฎหมายใน MOU 2543 เมื่อตรวจสอบในข้อ 1 (ค) ของ MOU 2543 กำหนดให้ใช้แผนที่ที่จัดทำขึ้น ตามผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดนสยาม-อินโดจีน ซึ่งกัมพูชาตีความว่าหมายถึงแผนที่ 1:200,000 ฉบับนี้ การยอมรับข้อกำหนดนี้จึงถูกมองว่าเป็นการยอมรับเส้นเขตแดนที่ผิดพลาดโดยปริยาย
5.ข้อจำกัดในรัฐธรรมนูญกัมพูชาที่ทำให้ไทยเสียเปรียบในการเจรจา เนื่องจากรัฐธรรมนูญกัมพูชา ค.ศ.1993 (มาตรา 2) บัญญัติให้เขตแดนของตน ต้องเป็นไปตามแผนที่ 1:200,000 หมายความว่าหากไทยพยายามเจรจาให้ยึดตามเส้นสันปันน้ำจริงตามธรรมชาติ กัมพูชาก็จะไม่รับรองเพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญของเขา

โดยสรุป แผนที่ 1:200,000 คือเครื่องมือที่กัมพูชาใช้เพื่ออ้างสิทธิ์เหนือดินแดนที่ไทยถือว่าเป็นของไทยมาโดยตลอด ผ่านความผิดพลาดในการลากเส้นของฝรั่งเศสในอดีต และแน่นอนว่า ทั้ง 2 ฝ่ายย่อมไม่ยอมรับ การมีอยู่ของ MOU 43-44 จึงไม่ต่างจากทางตัน ที่ไม่สามารถเจรจากันต่อได้นั่นเอง
นอกจากนี้ พฤติกรรมของกัมพูชา ได้ใช้ประชาชนของฝ่ายตน ในการรุกคืบเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดน ฝ่ายไทย ได้หารือและเจรจารวมทั้งยื่นหนังสือประท้วงไปยังเจ้าหน้าที่ฝ่ายกัมพูชาไปแล้วหลายร้อยครั้ง แต่ไม่เป็นผล จึงเป็นที่ชัดเจนว่า การใช้การปรึกษาหารือ และเจรจาอย่าง “สันติวิธี” กับฝ่ายกัมพูชาไม่ได้ผล
และแม้จะมีหรือไม่มี MOU 2544 การกำหนดเขตทางทะเลระหว่างรัฐ ก็จะยังคงอยู่บนพื้นฐานแห่งความเที่ยงธรรม ภายใต้สภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ที่สัมพันธ์กับเวลาย่อมส่งผลต่อการเจรจาเป็นอย่างยิ่ง
ดังนั้น ผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา วุฒิสภา ได้มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นควรให้ยกเลิก MOU 2544
โดยเหตุผลสำคัญ เนื่องจากเส้นเขตไหล่ทวีป พ.ศ.2515 ของรกัมพูชาเป็นการละเมิดอธิปไตยและสิทธิอธิปไตยของไทย อย่างประจักษ์ชัดเจน จากการกำหนดเส้นไหล่ทวีป ให้พาดผ่านเกาะกูดของไทย โดยปราศจากพื้นทางกฎหมายระหว่างประเทศใด ๆ รองรับ
นอกจากนี้ กัมพูชาแสดงเจตนารมณ์อันชัดแจ้งว่า จะไม่ปฏิบัติตาม MOU 2544 และมุ่งเน้นการพัฒนาร่วมเพียงอย่างเดียว แต่ละเลยการปรับเส้นไหล่ทวีปที่พาดผ่านเกาะกูด เนื่องจากกัมพูชาทราบดีว่า การปรับเส้นดังกล่าวจะส่งกระทบต่อการเมืองภายในประเทศอย่างแน่นอน
และตลอด 25 ปีที่ผ่านมา ไม่ปรากฏความคืบหน้าในการเจรจาแบ่งเขตแดนทางทะเลตลอดระยะเวลาอันยาวนาน งแสดงให้เห็นว่า MOU 2544 มิใช่เครื่องมือในการเจรจาที่มีประสิทธิภาพ จึงควรต้องแสวงหาแนวทางใหม่อื่น ๆ ในการเจรจา
เนื่องจาก MOU 2544 พ้นลักษณะของข้อตกลงชั่วคราวไปแล้ว เนื่องจากระยะเวลาที่ยาวนาน เมื่อเปรียบเทียบกับความตกลงเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล กับเพื่อนบ้านอื่น ๆ เช่น ประเทศมาเลเซีย อีกทั้ง MOU 2544 ได้กลายสภาพเป็นทางตัน เพราะไม่ได้กำหนดกรอบเวลาในการดำเนินงาน และแนวทางใด ๆ ในการดำเนินการ
ขณะเดียวกัน ยังมีปัจจัยสภาวะแวดล้อมทางการเมือง สังคม การขาดความจริงใจจากฝั่งกัมพูชา ที่ส่งผลกระทบทางลบ และไม่เอื้ออำนวยต่อบรรยากาศในการเจรจา ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดังจะเห็นได้จากการบรรลุข้อตกลงในการหาข้อยุติร่วมกัน เกี่ยวกับปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยและเวียดนาม
แม้ว่าแต่ละฝ่ายจะได้พื้นที่ทางทะเลต่างกัน แต่ก็สามารถเจรจาร่วมกันจนบรรลุผลแห่งความเที่ยงธรรมที่ทั้งไทยและเวียดนามยอมรับร่วมกัน เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ UNCLOS หรือกรณีระหว่างไทย และมาเลเซีย ที่ไม่ปล่อยให้ความขัดแย้งมาเป็นอุปสรรคในการแสวงประโยชน์ร่วมกันอย่างเท่าเทียม
ขณะที่ ฝ่ายกัมพูชามีเจตนาที่จะอ้างสิทธิในไหล่ทวีปใหญ่เกินจากความเป็นจริง แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมและเจตนาที่ไม่ส่งเสริมบรรยากาศในการเจรจาแม้แต่น้อย เมื่อพิจารณาปัจจัยสภาวะแวดล้อมต่าง ๆ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา ในปัจจุบัน
รวมทั้ง ข้อจำกัดด้านพลังงาน ที่เป็นแรงกดดันจากสภาวะสงครามในตะวันออกกลาง เป็นเหตุให้ ต้องมีการยกเลิก MOU 2544 เพื่อแสวงหาข้อตกลงชั่วคราวรูปแบบใหม่ ที่มีความเป็นไปได้สูงกว่า นำไปสู่ความคืบหน้าได้อย่างแท้จริง เพื่อผ่าทางตัน บรรลุเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
…………..
คอลัมน์ : The Key Reported by Fah kham-ram



















