‘CEO ไทยออยล์’ งานหนัก เผชิญหน้าความเสี่ยงรอบด้าน สภาพคล่องหายไป 31,000 ล้านบาท เผยไตรมาสสองเป็นต้นไป เสี่ยงขาดทุนสต็อก เหตุราคาน้ำมันดิบอ่อนตัวลง ค่าการกลั่นปรับลดลงต่อเนื่อง วาง 3 ความหวัง 1.กองทุนน้ำมันฯชำระคืนหนี้หมื่นล้านโดยเร็ว 2.ลดค่าการกลั่นเป็นมาตรการชั่วคราว 3.ผ่อนปรนส่งออกน้ำมันส่วนเกิน
นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) CEO คนใหม่เปิดตัวกับสื่อครั้งแรกหลังรับตำแหน่งมาระยะหนึ่งเมื่อ 1 ก.พ.69 ท่ามกลางความท้าทายที่บริษัทฯในฐานะโรงกลั่นใหญ่ที่สุดของไทยต้องเผชิญหน้าทั้งสงครามในตะวันออกกลาง รวมถึงแรงกดดันจากการลดค่าการกลั่น
นายพงษ์พันธุ์ บอกว่า แนวโน้มในไตรมาส 2/2569 มีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง

ประกอบด้วย 1.ความเสี่ยงจากการรับรู้ผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน ตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 เป็นต้นไป เนื่องจากน้ำมันดิบที่จัดซื้อล่วงหน้า เพื่อคงกำลังการกลั่นในระดับสูงสุดอยู่ในช่วงสถานการณ์ความตึงเครียดทวีความรุนแรง (มี.ค.-เม.ย. 69) ทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นมาก และมีความผันผวนสูง โดยหากหลังจากนี้สถานการณ์คลี่คลายจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง ทำให้เกิดผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน ซึ่งตอนนี้ไทยออยล์มีภาระเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้นประมาณ 18,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการจัดซื้อน้ำมันดิบที่มีราคาปรับเพิ่มสูงขึ้น
2.ผลกระทบจากการปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นลง 2-5 บาทต่อลิตร ในช่วงวันที่ 9 เม.ย.-19 พ.ค.69 ส่งผลให้กระแสเงินสดลดลงประมาณ 2,800 ล้านบาท
3.ยอดเงินชดเชยค้างรับจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวน 10,314 ล้านบาท (ณ วันที่ 5 พ.ค.69) ซึ่งเป็นยอดคงค้างตั้งแต่มี.ค.ส่งผลให้กระแสเงินสดลดลง ซึ่งจากข้อมูลในอดีตในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ระยะเวลารับคืนเงินชดเชยประมาณ 1-2 ปี ซึ่งเงินก้อนนี้หากเราได้คืนจากกองทุนน้ำมันฯได้เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี
“จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้สภาพคล่องของไทยออยล์ลดลงรวมประมาณ 31,000 ล้านบาท ยังไม่รวมภาระต้นทุนทางการเงินและดอกเบี้ยจ่ายที่ต้องแบกรับเพิ่มขึ้นกว่า 900 ล้านบาท” นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ระบุ
4.ความเสี่ยงจากความผันผวนของความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูป ซึ่งการสูญเสียโอกาสทางรายได้จากการห้ามส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปในช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ทำให้ไทยออยล์ไม่สามารถจำหน่ายน้ำมันอากาศยานและน้ำมันดีเซลไปยังตลาดต่างประเทศได้ ประกอบกับความต้องการใช้น้ำมันในประเทศที่ชะลอตัว ส่งผลให้ระดับน้ำมันสำเร็จรูปคงคลังเพิ่มขึ้นจนเข้าใกล้ระดับสูงสุด ดังนั้นจำเป็นต้องพิจารณาปรับลดกำลังการผลิตในระยะเวลาอันสั้นนี้ เพื่อบริหารจัดการสต็อกให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและปลอดภัย

การบริหารจัดการในช่วงวิกฤตินั้น ไทยออยล์ทำอะไรบ้าง นายพงษ์พันธุ์ บอกว่า 1.ปรับสัดส่วนการจัดหาน้ำมันดิบ จากเดิมก่อนสถานการณ์ความขัดแย้งซื้อจากตะวันออกกลางถึง 91% ช่วงเกิดสงครามลดการซื้อจากตะวันออกกลางเหลือ 35% อีก 39% ซื้อจากแอฟริกาตะวันตก และจากอ่าวไทย 7% 2.ได้นำถังเก็บน้ำมันจากโครงการพลังงานสะอาด ( CFP) 46 ล้านลิตร มาใช้งานชั่วคราว เพื่อเก็บน้ำมันอากาศยาน เนื่องจากที่ผ่านมาได้เพิ่มกำลังการผลิตไปถึง 110-113% ตลอด 24 ชม. ขณะที่น้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยานยังไม่สามารถส่งออกได้

ส่วนค่าการกลั่น นายพงษ์พันธุ์ อธิบายว่า คำนวณจากต้นทุนจริงในช่วงเดือนม.ค.-เม.ย.69 และสมมุติฐานสำหรับเดือนพ.ค.-ธ.ค.69 ไตรมาส 1 ปีนี้ค่าการกลั่นจากสต็อกน้ำมันอยู่ที่ 7.6 บาทต่อลิตร แต่ตัวเลขนี้ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทั้งค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ดอกเบี้ยจ่าย ค่าเสื่อมราคา ค่าใช้จ่ายด้านภาษี และอื่นๆ และไตรมาส 1 ยังเป็นช่วงของราคาน้ำมันดิบที่ซื้อมาล่วงหน้า 1-2 เดือนก่อนเกิดสงคราม
แต่จะได้รับผลกระทบในไตรมาส 2 ค่าการกลั่นไม่รวมค่าใช้จ่ายจะลดเหลือ 2.6 บาทต่อลิตร ไตรมาส 3 ค่าการกลั่นจากสต็อกน้ำมันจะติดลบ 2.3 ส่วนไตรมาส 4 ค่าการกลั่นจะเหลือเป็นศูนย์ ผ่านมาต้นทุนการจัดหาสูงขึ้นมาก โดยค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ (Crude Premium ) จาก 1-2 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังสงครามขึ้นไป 3-10 เท่า และสูงสุด 25 เท่า ส่วนค่าระวางเรือเพิ่มขึ้น 4-6 เท่า และสูงสุด 9 เท่า

“เราเชื่อว่าการลดค่าการกลั่นจะเป็นมาตรการะยะสั้น และเราหวังว่าจะมีการผ่อนปรนให้มีการส่งออกดีเซลและน้ำมันอากาศยานได้ เพราะผลิตเกินความต้องการ และเราหวังว่าจะมีการผ่อนปรนให้มีการส่งออกได้ หากยังไม่อนุญาตต้องมาพิจารณาลดกำลังการกลั่นลง ซึ่งย่อมกระทบกับผลิตภัณฑ์อื่นๆไปด้วย เช่น ก๊าซหุงต้ม เบนซิน เป็นต้น รวมถึงการใช้หนี้คืนจากกองทุนน้ำมันฯหมื่นล้านหากยิ่งเร็วยิ่งดี”
……….
รายงานพิเศษ : ศรัญญา ทองทับ



















