“ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ลงพื้นที่สวนหลวง-ประเวศ ชูนโยบายเมืองยั่งยืน ลดก๊าซเรือนกระจกผ่านการใช้รถ EV และลดป้ายหาเสียง เผยสามารถลดคาร์บอนได้เทียบเท่าปลูกต้นไม้กว่า 36,000 ต้น พร้อมรับฟังปัญหาน้ำท่วม น้ำเน่าเสีย และย้ำพร้อมทำงานร่วมกับ ส.ก. ทุกพรรคการเมือง เพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างตรงจุด
เมื่อเวลา 13.50 น. วันที่ 5 มิถุนายน ที่ตลาดเสรีมาร์เก็ต @ พาราไดซ์พาร์ค เขตประเวศ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในนามอิสระ หมายเลข 9 พร้อมทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” ลงพื้นที่พบปะประชาชนต่อเนื่อง หลังเดินทางไปเยี่ยมเยียนพี่น้องชาวมุสลิมที่มัสยิดนาฟีอุ้ลอิสลาม เขตสวนหลวง-ประเวศก่อนหน้านี้
นายชัชชาติกล่าวถึงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมว่า กรุงเทพมหานครต้องให้ความสำคัญกับการลดก๊าซเรือนกระจกและการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน โดยทีมงานได้พยายามนำแนวคิดดังกล่าวมาปรับใช้ตลอดการหาเสียง ไม่ว่าจะเป็นการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) และการลดจำนวนป้ายหาเสียงให้น้อยที่สุด เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ด้านนายพรพรหม วิกิตเศรษฐุ์ หนึ่งในทีมงาน “กรุงเทพฯ ทำงาน” เปิดเผยว่า การลดการใช้ป้ายไวนิลหาเสียงกว่า 13,000 ป้าย สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ถึง 321 ตัน ขณะที่การใช้รถ EV สำหรับกิจกรรมหาเสียง ทั้งรถแห่ รถตู้ และรถตุ๊กตุ๊ก ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้อีก 4 ตัน รวมเป็น 325 ตัน เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ประมาณ 36,000 ต้น
สำหรับประเด็นการพัฒนาเมือง นายชัชชาติระบุว่า ปัจจัยสำคัญของพื้นที่กรุงเทพฯ คือการเดินทางและระบบขนส่งมวลชน เนื่องจากเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่น ขณะที่ปัญหาน้ำท่วมหลายจุดได้รับการแก้ไขและมีแนวโน้มดีขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่รามคำแหง 24 และบริเวณใกล้เคียง รวมถึงโครงการบึงหนองบอนที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ
อย่างไรก็ตาม ยังมีบางพื้นที่ที่ต้องเร่งแก้ไข เช่น บริเวณอ่อนนุชตัดศรีนครินทร์ ซึ่งได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดในการใช้พื้นที่แก้มลิงของภาคเอกชน ส่งผลต่อระบบรองรับน้ำในช่วงฝนตกหนัก
นายชัชชาติกล่าวอีกว่า ปัญหาที่ประชาชนสะท้อนเข้ามามากที่สุดในขณะนี้เป็นเรื่องใกล้ตัวหรือ “เส้นเลือดฝอย” ที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตประจำวัน อาทิ ปัญหาการจราจรในซอยสุขุมวิท 11 และปัญหาน้ำเน่าเสียในคลองใกล้ชุมชนและมัสยิด ซึ่งเกิดจากการพร่องน้ำในคลองเพื่อเตรียมรับมือฤดูฝน จนส่งผลให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ โดยจะนำข้อร้องเรียนเหล่านี้ไปปรับปรุงแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม
ในประเด็นข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการกรุงเทพมหานคร นายชัชชาติยืนยันว่า เคารพการทำงานและดุลยพินิจของข้าราชการประจำ พร้อมรับฟังทุกข้อวิพากษ์วิจารณ์และข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปปรับปรุงการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ระหว่างการลงพื้นที่ นายชัชชาติยังได้เชิญนายธนวัฒน์ เชิดชูกิจกุล หรือ “เม้ง” ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตประเวศ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งทำงานในพื้นที่ร่วมกันมาร่วมพูดคุยกับสื่อมวลชน โดยย้ำว่าตนพร้อมทำงานร่วมกับ ส.ก. ทุกพรรคการเมือง หากมีความตั้งใจทำงานเพื่อประชาชน
“ผมไม่ยึดติดเรื่องพรรคการเมือง แต่ยึดที่การทำงานร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชน การมี ส.ก. ที่รู้จักพื้นที่และเข้าใจปัญหาหน้างาน จะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น” นายชัชชาติกล่าว
สำหรับผลสำรวจความคิดเห็นที่ยังมีประชาชนจำนวนหนึ่งยังไม่ตัดสินใจเลือกผู้ว่าฯ กทม. นายชัชชาติมองว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนกำลังพิจารณาข้อมูลและนโยบายอย่างรอบด้าน ซึ่งถือเป็นเสน่ห์และความงดงามของระบอบประชาธิปไตย
ขณะที่ ผศ.ทวิดา กมลเวชช หนึ่งในทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” ชี้แจงเพิ่มเติมถึงกรณีการร้องเรียนเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายบุคลากรใน กทม. ว่า เป็นประเด็นเกี่ยวกับกระบวนการและหลักเกณฑ์การพิจารณาที่ต้องมีความชัดเจนมากขึ้น ไม่ใช่ข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริต โดยเมื่อคณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรม (ก.พ.ค.) มีคำวินิจฉัยให้ปรับปรุงกระบวนการ กรุงเทพมหานครก็ได้ดำเนินการตามคำแนะนำทันที พร้อมเปิดให้มีบุคคลภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อสร้างความโปร่งใส
นายชัชชาติย้ำในตอนท้ายว่า กรุงเทพมหานครพร้อมเปิดรับการตรวจสอบจากทุกภาคส่วน และให้ความสำคัญกับการป้องกันการทุจริตอย่างจริงจัง โดยมีช่องทางให้ประชาชนสามารถร้องเรียนและติดตามการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง
ภายหลังเสร็จสิ้นการให้สัมภาษณ์ นายชัชชาติได้ร่วมถ่ายภาพและทักทายประชาชน ก่อนเดินพบปะพ่อค้าแม่ค้าและผู้มาใช้บริการภายในห้างพาราไดซ์พาร์ค ท่ามกลางบรรยากาศเป็นกันเองและได้รับการต้อนรับจากประชาชนจำนวนมาก.



















