“เปรียญสิบ” เห็นเม็ดเงินจำนวน 2,688.95 ล้านบาท ที่รัฐบาลสนับสนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม ทั้งแผนกธรรม บาลี สายสามัญ และพระปริยัตินิเทศก์แล้ว “ตาสว่าง”
ซ้ำ “เห็นแจ้ง” กว่านั้นคือ เม็ดเงินจำนวน 2,688.95 ล้านบาท ถูกโอนไปยัง “4 กอง” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แยกเป็น พระปริยัติสามัญ 1,412.83 ล้านบาท, แผนกนักธรรม 234.12 ล้านบาท, แผนกบาลี 234.12 ล้านบาท, พระปริยัตินิเทศก์ 19.54 ล้านบาท และตั้งเป็น “งบกลาง” อีก 242.64 ล้านบาท
ปัญหาที่เกิด “เม็ดเงิน” ไม่ไหลออกจาก “ตู้เซฟ” ไปยัง “เจ้าสำนักเรียน-สำนักศาสนศึกษาสายสามัญ” หรือแม้กระทั่ง “จศป.” เป็นไปได้หรือไม่ว่าเกิดจาก “คนกันเอง”
คนกันเอง!! เช่น บอกว่า เอกสารไม่ครบบ้าง-ส่งเอกสารล้าช้า ไม่เป็นไปตามกรอบเวลา หรือแม้กระทั่ง “เจ้าหน้าที่” บางคน “เด็กเทกระโถน-ถือย่าม” ไม่เข้าทำงาน รับแต่ “เงินเดือน” แบบนี้ก็ได้ยินมา

ปัญหา “จุกจิก” แบบกระจอก หากเป็น “เจ้าหน้าที่รัฐทั่วไป” คงโดนฟ้องระนาว !!
หรือมีอะไรใน “กอไผ่” ดังได้ยินเสียง “ซุบซิบ” มาว่า มี “พระผู้ใหญ่บางรูป” นิยมนำเงิน “กองทุน” ไป ซื้อสลากออมสิน และ “ทุกปี” มักเปลี่ยนธนาคาร “นำฝาก” เพื่อผลประโยชน์บางอย่าง ใช่หรือไม่??
คำถามคือทำไม?? งบเหล่านี้จึงไปไม่ถึง “คนทำงาน” แบบ “ตรงไปตรงมา” เหมือน “หน่วยงานรัฐทั่วไป”
เรื่องนี้อย่าปล่อยให้ก่อเกิดปัญหา “คาราคาซัง” ดินพอกหางหมู กระทบต่อ “คนทำงาน”
“เปรียญสิบ” ไม่อยาก “เจาะลึก” มากกว่านี้ เพราะเรื่องเงิน “สืบเสาะ” ที่ไหน มักมีคำ “เขาเล่าว่า” ทั้งนั้น ทั้งเรื่อง “นิตยภัต-กองทุนวัดช่วยวัด” หรือแม้กระทั่ง “เงินศาสนสมบัติกลาง”
มีแต่ได้ยิน “ข้อครหา” แทบทั้งสิ้น
“เปรียญสิบ” ครั้งหนึ่งเคยมีส่วนร่วมฟัง “หน่วยงาน” ที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.การศึกษา พระปริยัติธรรม มาร่วม “ถกปัญหา” ทำไม!! เงินจึงไม่ออกจาก “สำนักงบประมาณ”
พระคุณเจ้าพูดไปทาง สำนักงานพุทธก็ว่าไปอีกแบบ สำนักงบประมาณก็ตอบว่า “เงินมี” แต่ไม่มีการขอมา

ยุคนี้ “เงินมี” แต่ก็เจอปัญหาสารพัด ก่อเกิด “ผีซ้ำด้ำพลอย” ประเภท หนีเสือปะจระเข้!!
กลายเป็น “คนกันเอง” สร้างปัญหาและเงื่อนไข ให้งบประมาณ “เบิกยาก”
สุดท้าย..ระเบียบ “งบประมาณ” เมื่อไม่มีคนเบิก กลายเป็น “เงินคงเหลือ” นำกลับสู่ “รัฐบาล” ต่อไป
บริหารงบประมาณแบบนี้ คิดกันเอาเองว่า “ฉลาดน้อย” หรือ “ฉลาดมาก”
“เปรียญสิบ” อยากเห็น “บุคคล” ที่เกี่ยวข้องกับเงิน “พระปริยัติธรรม” บริหารตรงไปตรงมา “ทุ่มเวลา” ใส่ใจกับ “พระหนุ่มเณรน้อย” และ “สำนักศาสนศึกษา-โรงเรียนปริยัติสามัญ” ให้จงมาก
หากไม่มีเวลาก็ควรให้คนที่ “มีเวลา” มาบริหาร มาทำงาน หรือติดขัดอะไรก็ควรเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาช่วย
และที่สำคัญต้อง “ชี้แจง” บ้างว่าปัญหา “เงินเดือน” ที่โอนช้า ติดขัด มีปัญหาและอุปสรรคอะไร

อันไหน “อะลุ่มอล่วย” ได้ ก็ควร “ปล่อย” บ้าง อย่า “ตึง” จนเกินไป ไม่อย่างนั้น สำนักเรียน 253 แห่ง สำนักศาสนศึกษา 1,833 แห่ง โรงเรียนพระปริยัติธรรมอีก 400 กว่าแห่ง และรวมทั้ง จศป.อีกนับหมื่นรูป/คน จะลำบาก ไม่รู้จักจบสิ้น บางโรงเรียน บางสำนักศึกษา มีภาระค่าน้ำ ค่าไฟ และ จศป.ที่เป็น “ฆราวาส” บางคน มีภาระค่าบ้าน ค่ารถ และค่าดูแลครอบครัว รวมทั้ง “เจ้าหนี้” นอกระบบ
จงจำไว้ว่า “เงิน” จำนวนนับพันล้านบาทนี้ “รัฐบาล” ตั้งใจอุปถัมภ์ค้ำจุนพระพุทธศาสนา มิได้ให้ “บุคคลใด” หรือ “คณะใด” มาทำตัวเป็นเจ้าของ
และที่น่าแปลกใจ!! พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม ผ่านมาแล้ว 6-7 ปี แต่มีข้อเรียกร้องเรียนต่อเนื่อง
แบบนี้ “สังคม” จะไว้วางใจให้คณะสงฆ์บริหารเงินก้อนโตนี้ได้อย่างไร!!
…………….
คอลัมน์ : ริ้วผ้าเหลือง
โดย…“เปรียญสิบ” / [email protected]




















