“พลพีร์ สุวรรณฉวี” ยืนยันพรรคภูมิใจไทยไม่เกี่ยวข้องกรณีเพจดังเผยแพร่ภาพเชื่อมโยงบุคลากรพรรคกับอดีตรองผู้ว่าฯ ภูเก็ต พร้อมท้าหากมีหลักฐานว่าคนในพรรคเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลหรือทำผิดกฎหมายให้นำมาแสดง ย้ำไม่ปกป้องใคร ด้าน “วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์” ประกาศเดินหน้าปราบส่วยและผู้มีอิทธิพลเต็มที่ทั่วประเทศ
เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 ที่ จ.ภูเก็ต นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะ สส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีเพจชื่อดังเผยแพร่ภาพคู่ของนายสิรภพ ดวงสอดศรี ผู้อำนวยการพรรคภูมิใจไทย กับอดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความเชื่อมโยงกับพรรคการเมือง ว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อกล่าวหาใดที่ระบุถึงพรรคภูมิใจไทยโดยตรง แม้ในสื่อสังคมออนไลน์จะมีการนำภาพบุคลากรของพรรคมาเผยแพร่ก็ตาม
นายพลพีร์ กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าว พร้อมยืนยันว่า หากผู้ใดมีหลักฐานว่าบุคลากรของพรรค ไม่ว่าจะเป็นอดีตผู้สมัคร สส. แคนดิเดต สส. หรือรัฐมนตรี เข้าไปเกี่ยวข้องกับการใช้อิทธิพล กระทำตัวเป็นมาเฟีย หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ขอให้นำหลักฐานมาแสดง เพราะพรรคจะไม่ปกป้องหรือเก็บบุคคลดังกล่าวไว้
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า สามารถยืนยันได้หรือไม่ว่าจะไม่มีการช่วยเหลือหรือฟอกขาวผู้กระทำผิด นายพลพีร์ กล่าวว่า กระบวนการยุติธรรมต้องดำเนินไปตามข้อเท็จจริง ใครทำผิดก็ต้องรับผิด ไม่ว่าจะเป็นใครหรือมีตำแหน่งทางการเมืองระดับใด พรรคภูมิใจไทยไม่มีนโยบายปกป้องผู้กระทำผิด
ด้านนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะ สส.สตูล พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกระแสที่สังคมจับตาการทำงานของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยชุดใหม่ ว่าจะเข้ามาปราบปรามส่วยและผู้มีอิทธิพลหรือไม่ โดยยืนยันว่า “แน่นอน ร้อยเปอร์เซ็นต์”
นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า หากบุคลากรของพรรคมีความเชื่อมโยงกับผู้มีอิทธิพลจริง เหตุใดจึงยังมีการโยกย้ายเกิดขึ้น พร้อมระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้แสดงจุดยืนชัดเจนแล้วว่า หากพบการกระทำผิดก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ไม่มีข้อยกเว้น
นายวรศิษฎ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐมนตรีช่วยฯ ทั้งสามคนพร้อมทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาส่วยอย่างจริงจัง โดยมองว่าปัญหาส่วยส่วนหนึ่งเกิดจากการกระทำผิดเล็กน้อยที่เปิดช่องให้กลุ่มผู้แสวงหาผลประโยชน์เข้าไปข่มขู่เรียกรับผลประโยชน์ ดังนั้น สิ่งใดที่ไม่ถูกต้องก็ต้องเร่งทำให้ถูกต้อง เพื่อตัดเงื่อนไขการทุจริต พร้อมย้ำว่าจะยึดหลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ในการบังคับใช้กฎหมาย และดำเนินการอย่างเข้มข้นไม่เฉพาะในจังหวัดภูเก็ต แต่ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ.




















