คงจำกันได้เมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว เกิดวิกฤติเศรษฐกิจที่เรียกว่า “วิกฤติต้มยำกุ้ง” โดยมีต้นตอมาจาก “เศรษฐกิจฟองสบู่ของไทยแตก” แล้วลามไปหลาย ๆ ประเทศในอาเซียนและในเอเชีย
“อินโดนีเซีย” เป็นประเทศหนึ่งที่โดนหางเลขไปเต็ม ๆ แต่วิกฤติครั้งนั้น กลับเป็น “โอกาส” ให้ “อินโดนีเซีย” เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อขบวนการนักศึกษา ประชาชน เดินขบวนประท้วงรัฐบาล จนนำไปสู่การ “ล้างบางการเมืองที่ผูกขาด” โดย ประธานาธิบดี “จอมพลซูฮาร์โต้” และเครือข่าย ที่ครองอำนาจมานานถึง 32 ปี
“วิกฤติต้มยำกุ้ง” ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปในทางที่ดี แบบหน้ามือเป็นหลังมือ อินโดนีเซียเป็นประชาธิปไตยเต็มตัว มีการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่องมาเกือบ ๆ 30 ปี ไม่มีเผด็จการทหารเข้ามาคั่น…แม้นาทีเดียว การเมืองแข็งแรงมั่นคง รัฐบาลมีเสถียรภาพ นโยบายมีความต่อเนื่อง เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนจากต่างประเทศ
ในยุคของ ประธานาธิบดี “โจโค วิโดโด” เป็นยุคทองของเศรษฐกิจอินโดนีเซียที่บูมสุดขีดตลอด 10 ปีที่ดำรงตำแหน่งทำให้ความยากจนที่รุนแรงหมดไป ในยุคของเขาเศรษฐกิจอินโดนีเซียมีมูลค่าราว ๆ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นครั้งแรก และยังเป็นครั้งแรกของกลุ่มประเทศในอาเซียนอีกด้วย
ปัจจุบัน “เศรษฐกิจอินโดนีเซีย” มีมูลค่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน และเป็นอันดับที่ 16 ของโลก
กระทั่งปี 2024 เป็นยุคของ ประธานาธิบดี “ปราโบโว สุเบียนโต” ที่เคยประกาศว่า จีดีพี.ของอินโดนีเซียโตไม่ต่ำกว่า 8% แต่กลับเน้น “นโยบายประชานิยม” ที่ใช้เงินมหาศาล แทนที่จะเน้นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว “ประชานิยม” หลาย ๆ โครงการ ล้วนเป็นโครงการขนาดใหญ่ อาทิ โครงการแจกอาหารกลางวันฟรีทั่วประเทศมูลค่ากว่า 26,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
โครงการสร้างกำแพงกันทะเลป้องกันเมืองจาการ์ตาจมน้ำอีก 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รวมทั้งเงินอุดหนุนค่าน้ำมันและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่ต้องใช้งบประมาณมหาศาล นักลงทุนต่างพากันตั้งคำถามรัฐบาล ถึงการรักษาวินัยการคลัง อีกทั้งโครงการเหล่านี้ถูกมองว่า ไม่โปร่งใส เปิดช่องให้มีการทุจริตคอร์รัปชันได้ง่าย
อีกจุดเสี่ยงที่ทำลายความเชื่อมั่น เมื่อรัฐบาลผลักดัน กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ “ดานันตารา” ทำหน้าที่ในการบริหารสินทรัพย์ของรัฐและการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ ไปจนถึงมีอำนาจกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจและโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ทำให้นักลงทุนต่างชาติมองว่า รัฐเข้ามามีบทบาทในเศรษฐกิจมาก การเมืองเข้าไปแทรกแซงกลไกตลาด รวมถึงกังวลเรื่องความโปร่งใสในการกำกับดูแล มิหนำซ้ำรัฐบาลเสนอแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของธนาคารกลาง ซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงอาจกระทบต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลาง
จุดตาย จริง ๆ น่าจะมาจาก กรณี MSCI ซึ่งเป็นผู้จัดทำดัชนีตลาดหุ้นระดับโลก ที่นักลงทุนสถาบันใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงในการลงทุน ประกาศว่า กำลังอยู่ระหว่างทบทวนสถานะตลาดหุ้นอินโดนีเซีย อาจถูกลดชั้นจาก “ตลาดเกิดใหม่” ไปสู่ “ตลาดชายขอบ” เนื่องจากความวิตกกังวลในเรื่องความโปร่งใส ล่าสุดตลาดหุ้นอินโดฯก็ถูกลดชั้นจริง ๆ
ขณะที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ ทั้งมูดีส์และฟิทช์ เรตติ้ง ได้ปรับลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของอินโดนีเซียเป็น “เชิงลบ” จากความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนด้านนโยบาย ธรรมาภิบาล และความเสี่ยงทางการคลัง
สำหรับ ตลาดการเงิน แล้ว สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ การสูญเสียความเชื่อมั่นต่อทิศทางนโยบาย เพราะเมื่อความเชื่อมั่นถูกสั่นคลอน การฟื้นฟูกลับคืนมาย่อมใช้เวลานาน วันนี้ “อินโดนีเซีย” กำลังเผชิญสิ่งที่หลายประเทศพากันหวาดกลัว นั่นคือ “วิกฤตความเชื่อมั่น” จากหลาย ๆ ปัจจัย ทำให้กองทุนต่างชาติต้องเทขายหุ้น เงินทุนไหลออกไม่หยุด “ค่าเงินรูเปียห์” พลอยอ่อนค่าจนแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
มองดูบ้านเขาแล้วกลับมาดู “ประเทศไทย” บ้านเรา ที่กำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่มีความเสี่ยงคล้าย ๆ กัน ทั้ง “การพึ่งพานโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นและมาตรการอุดหนุนราคากรณีน้ำมัน” แต่อินโดนีเซียได้เปรียบที่มีประชากรมากถึง 280 ล้านคน เป็นตลาดขนาดใหญ่ โครงสร้างประชากรเป็นวัยแรงงานส่วนใหญ่ มีทรัพยากรที่มีความสำคัญ อย่าง “นิกเกิล” วัตถุดิบสำคัญในการทำแบตเตอร์รี่รถไฟฟ้า จนมีช่วงหนึ่งที่มีกระแสว่า อินโดนีเซียจะเป็นฮับอุตสาหกรรมรถยนต์แข่งกับ ดีทรอยต์แห่งเอเซียของไทย
ยิ่งกว่านั้น อินโดนีเซียมีชนชั้นกลางขนาดใหญ่ และมีศักยภาพการเติบโตสูง เป็นแรงดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุน เศรษฐกิจในประเทศก็ยังโตต่อเนื่องราว 5% กว่า ๆ หนี้สาธารณะค่อนข้างต่ำเพียงราว 40% ของ จีดีพี.เท่านั้น เรียกว่า พื้นฐานเศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง
หันมามองไทยที่กำลังเผชิญหน้ากับเศรษฐกิจติดหล่ม การเติบโตต่ำเรื้อรังมานานหลายปี จีดีพี.วนลูป อยู่แถว ๆ 1.5-2.0% มาหลายปี หนี้สาธารณะขยับขึ้นมาจ่อเพดาน 70% ของจีดีพี. ฐานะทางการคลังของไทยเปราะบางอย่างน่ากังวล หากประเทศไทยเผชิญวิกฤตความเชื่อมั่นและการหลั่งไหลออกของเงินทุนเช่นเดียวกับอินโดนีเซีย เราจะไม่มีกำลังพอที่จะต้านทานกระแสได้
วิกฤตในอินโดนีเซีย…ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือบทเรียนที่สะท้อนให้เห็นว่า โลกในยุคปัจจุบัน วินัยทางการคลังและความเชื่อมั่นของตลาดคือ ปัจจัยสำคัญที่ชี้ชะตาอนาคตของประเทศอย่างแท้จริง
…………………………………
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน”
สนับสนุน : บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC






















