รัฐบาลเดินหน้าประกาศสงครามกับเครือข่ายยาเสพติดอย่างเข้มข้น เผยผลปฏิบัติการ 8 เดือน ปิดล้อมเครือข่ายกว่า 16,000 เครือข่าย จับกุมผู้ต้องหากว่า 203,000 ราย ยึดทรัพย์สินกว่า 7,600 ล้านบาท พร้อมสั่งทุกหน่วยงานบูรณาการทำงาน ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยท่าอากาศยานตามหลัก Zero Trust ปิดช่องโหว่ขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ
เมื่อวันที่ 5 ก.ค.69 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ เนื่องจากปัจจุบันเครือข่ายยาเสพติดมีความเชื่อมโยงกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และปรับเปลี่ยนรูปแบบการลักลอบขนยาให้มีความซับซ้อนมากขึ้น โดยอาศัยช่องทางการคมนาคม การขนส่ง และเครือข่ายระหว่างประเทศในการกระทำผิด รัฐบาลจึงกำชับให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านการข่าว การบังคับใช้กฎหมาย การรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน และการประสานความร่วมมือกับต่างประเทศ เพื่อปิดทุกช่องทางของเครือข่ายยาเสพติด และไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นเส้นทางหรือฐานปฏิบัติการขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การดำเนินงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ “ปฏิบัติการพิฆาตยาเสพติด” ซึ่งรัฐบาลกำหนดเป็นนโยบายสำคัญในการประกาศสงครามกับนักค้ายาเสพติด โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานจัดทำแผนปฏิบัติการที่เชื่อมโยงและสอดคล้องกันทุกระดับ ตั้งแต่อำเภอ จังหวัด กระทรวง ไปจนถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปในทิศทางเดียวกันและเกิดผลเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ แผนปฏิบัติการครอบคลุม 7 ด้าน ได้แก่ การยกระดับความร่วมมือกับต่างประเทศ การเสริมความมั่นคงชายแดน การปราบปรามเครือข่ายค้ายาเสพติดและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง การลดผลกระทบต่อประชาชน การดูแลผู้ป่วยจิตเวชจากยาเสพติด การขับเคลื่อนนโยบาย “1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัด” และการสร้างสังคมปลอดภัยจากยาเสพติด
ผลการดำเนินงานในช่วง 8 เดือน ระหว่างวันที่ 1 ต.ค.68-31 พ.ค.69 พบว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กระทรวงมหาดไทย กองทัพ และกรมศุลกากร สามารถปิดล้อมตรวจค้นเครือข่ายยาเสพติดได้ 16,419 เครือข่าย จับกุมผู้กระทำผิด 203,637 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.36 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตรวจยึดยาบ้าได้กว่า 997 ล้านเม็ด ไอซ์ 39.4 ตัน พร้อมยาอีและเคตามีนอีกจำนวนมาก รวมถึงยึดและอายัดทรัพย์สินจากคดียาเสพติดได้กว่า 7,677 ล้านบาท สะท้อนการตัดวงจรทางการเงินของเครือข่ายค้ายาเสพติดควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย
ในด้านการป้องกันและบำบัด รัฐบาลได้นำผู้เสพยาเสพติดเข้าสู่กระบวนการบำบัดแล้ว 40,440 คน ขับเคลื่อนการทำงานร่วมกับ 2,970 ชุมชน ดำเนินโครงการตำรวจประสานโรงเรียนในสถานศึกษากว่า 1,537 แห่ง คัดกรองนักเรียนกว่า 1.12 ล้านคน เพื่อค้นหากลุ่มเสี่ยงและให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที รวมถึงดำเนินโครงการครูตำรวจแดร์ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและให้ความรู้เกี่ยวกับพิษภัยของยาเสพติดแก่เยาวชนกว่า 252,427 คน
นอกจากนี้ จากกรณีที่พบพนักงานต้อนรับสายการบินตกเป็นผู้ต้องหาคดีลักลอบขนยาเสพติด รัฐบาลมองว่าเป็นสัญญาณที่สะท้อนให้เห็นว่าขบวนการค้ายาเสพติดมีการปรับเปลี่ยนวิธีการกระทำผิดอย่างต่อเนื่อง จึงได้สั่งการให้หน่วยงานด้านการบินและหน่วยงานความมั่นคงทบทวน พร้อมยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในท่าอากาศยาน โดยยึดหลัก Zero Trust หรือการตรวจสอบทุกคนด้วยมาตรฐานเดียวกัน เพื่อปิดช่องโหว่ที่อาจถูกใช้ในการลักลอบขนยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมาย
น.ส.รัชดา กล่าวว่า รัฐบาลยืนยันว่าการปราบปรามยาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ และจะเดินหน้าตัดวงจรเครือข่าย ยึดทรัพย์ผู้กระทำผิด ควบคู่กับการบำบัดผู้เสพ การสร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชน และการยกระดับความร่วมมือกับนานาชาติ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นสังคมที่ปลอดภัยจากยาเสพติด และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและประชาคมโลก.




















