หลังจากสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลก เริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ในบ้านเรา ประชาชนยังรู้สึกว่า ราคาน้ำมันไม่ได้ปรับลดตามราคาน้ำมันในตลาดโลก จึงมีกระแสเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาดูแลเรื่องนี้ เมื่อเสียงเรียกร้องเริ่มดังขึ้น จู่ ๆ ราคาน้ำมันค้าปลีกก็ลดลงอย่างฮวบฮาบอย่างน่าตกใจ
หากย้อนดูข้อมูลนับตั้งแต่สหรัฐฯ กับอิหร่าน มีการเจรจาหยุดยิง ส่งผลให้ราคาน้ำมันในไทยลดลงถึงทุกวันนี้ “เบนซิน และแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91” ราคาน้ำมันลดสะสม 3.36 บาท/ลิตร ส่วน “ดีเซล บี 7 และบี 20” ลดสะสม 3.41 บาท/ลิตร
หากนับการลดรอบล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ก.ค.ที่ผ่านมา เบนซินและแก๊สโซฮอล์ ลดลงถึง 2.51 บาท/ลิตรและ ดีเซล 2.56 บาท/ลิตร เป็นการลดราคาที่น่าสงสัยว่า มีเงื่อนงำอยู่ข้างหลังหรือไม่
ในที่สุดข้อสงสัยก็กระจ่างชัด เมื่อ “อนุทิน ชาญวีระกูล” นายกรัฐมนตรี ออกมาเปิดเผยเองว่า วันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา หลังการประชุม ครม.ว่า “วันนี้ได้สั่งการให้นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ไปหาทางในการลดราคาขายปลีกน้ำมันลงให้ได้ เหตุผลคือประชาชนทั่วไปได้รับทราบราคาน้ำในตลาดโลกได้ลดลงแล้ว และราคาอยู่ในระดับที่ทรงตัว ราคาขายปลีกในประเทศก็สมควรที่จะลดลง โดยต้องนึกถึงค่าครองชีพ ค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชน และต้นทุนของผู้ประกอบการที่ทำมาหากินเป็นหลัก รัฐบาลจึงมีนโยบายที่จะลดค่าน้ำมันลงให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ผมก็แค่บอกกับรมว.พลังงาน ในฐานะผู้บริหารว่า ตอนราคาในตลาดโลกขึ้น เราก็ไปขอประชาชนขึ้น ตอนนี้ราคาน้ำมันในตลาดโลกลงแล้ว เราก็ไม่ต้องไปขอประชาชนในการลดราคาลง ก็ลงให้เขาไปเลย ลงทันที และลงให้เป็นเรื่องเป็นราว ไม่ใช่ค่อย ๆ ปรับลง ซึ่งรัฐมนตรีพลังงานก็ได้รับนโยบายในเรื่องนี้ไป”
ตอกย้ำเรื่องนี้ เมื่อ “พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ” โฆษกกระทรวงพลังงาน (ฝ่ายการเมือง) ชี้แจงการปรับลดราคาน้ำมันขายปลีกหน้าปั๊มราว 2.5 บาท/ลิตรว่า “ส่วนหนึ่งมาจากการดึงผลประโยชน์ส่วนเกินจากโรงกลั่น มาปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันดีเซล 1.40บาท/ลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 9-29 ก.ค.69”

สรุปว่า การลดราคาน้ำมันแบบมโหฬาร ไม่แยแสกลไกตลาดนั้น มา 2 ทาง ทางแรก คือ ใช้เงินกองทุนน้ำมัน และ อีกทางหนึ่ง ไป บีบผลกำไรจากโรงกลั่นน้ำมัน อันที่จริงทั้ง 2 แนวทาง ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องและชอบธรรมนัก แต่อาจจะถูกใจคนหลาย ๆ คน เพราะผู้บริโภคได้ประโยชน์ และอาจจะสะใจที่รัฐกล้าบีบคอโรงกลั่น เอากำไรมาให้ประชาชน แต่ในระยะยาวจะมีปัญหาตามมาแน่ ๆ เพราะเป็นการแก้ปัญหาชนิดที่เรียกว่า “เกาไม่ถูกที่คัน”
เงินมาอุดหนุนราคาขายปลีกก้อนแรก ไปล้วงเงินจาก “กองทุนน้ำมัน” หลายคนบอกว่า ใช้เงินกองทุนน้ำมัน ก็ไม่เห็นเป็นอะไร เพราะประชาชนได้ประโยชน์ ประโยคนี้ถูกเพียงครึ่งเดียว ประชาชนได้ประโยชน์จริง แต่คำถามคือ คนที่เติมน้ำมันในวันนี้ได้ประโยชน์ แต่ภาระก็ไปตกอยู่กับคนรุ่นหลัง หากต้องมีการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนเพิ่ม หรือมีภาระดอกเบี้ยจากกการกู้ยืม
พูดง่าย ๆ คือ เรากำลัง “ดึงเงินอนาคตมาใช้ในวันนี้” บางครั้งจำเป็น แต่ไม่ควรทำจนเป็นเรื่องปกติ “กองทุนน้ำมัน” ควรทำหน้าที่เหมือนโช้คอัพรถยนต์ เวลาถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ โช้ค…ก็ช่วยลดแรงกระแทก แต่ไม่มีใครหวังให้โช้คทำงานตลอดเวลา เพราะสุดท้ายโช้คก็จะเสื่อม กองทุนน้ำมันก็เช่นกัน ควรใช้เมื่อเกิดวิกฤติพลังงานจริง ๆ ไม่ใช่ใช้ทุกครั้ง เพื่อให้ภาพลักษณ์รัฐบาลที่กำลังมีปัญหาดูดี
เงินอุดหนุนอีกส่วนหนึ่งด้วยการ “ดึงผลประโยชน์ส่วนเกินจากโรงกลั่น” วิธีนี้รัฐบาลอาจจะถูกมองว่า เอาการเมืองเข้ามาแทรกกลไกตลาด ปัญหาต้องแก้ที่โครงสร้าง ต้องไปแก้กฏหมายหากเห็นว่าเอื้อประโยชน์ให้กับโรงกลั่น สิ่งที่รัฐบาลควรทำเร่งด่วนคือ การให้กลไกตลาดทำงานบนการแข่งขันที่เป็นธรรม และโปร่งใส

ขณะเดียวกันหากจำเป็นจะใช้เงินจากกองทุนน้ำมันจริง ๆ ก็ควรกำหนดเงื่อนไขให้ชัดเจนว่า ใช้ในสถานการณ์แบบไหน ใช้เมื่อไหร่ นานแค่ไหนและจะฟื้นฟูกองทุนได้อย่างไร ไม่ใช่เอากองทุนน้ำมันมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือจะแทรกแซงตามใจชอบ ถ้าจะขอความร่วมมือจากเอกชน ก็ควรทำบนหลักการที่ชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดความรู้สึกว่า มีการเลือกปฏิบัติหรือสั่งการเป็นรายกรณี
การที่รัฐบาลราคาลดน้ำมันง่าย ๆ แบบนี้ อาจจะรับสภาพว่า เศรษฐกิจระดับชาวบ้านไม่ดีจริง ๆ ต้องหาทางออกด้วยการลดภาระประชาชน เวลาราคาขายปลีกน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันลดลง สิ่งแรกที่คนส่วนใหญ่รู้สึกคือ ความโล่งใจ เติมน้ำมันเต็มถังใช้เงินน้อยลง รถบรรทุกมีต้นทุนลดลง ร้านค้าก็หวังว่า จะขนส่งสินค้าได้ถูกลง คนส่วนใหญ่คงแค่มองปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ได้สนใจว่า อนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
งานนี้รัฐบาลอาจจะเรียกคะแนนนิยมได้ แต่ความเสียหายในอนาคตจะตามมา โดยเฉพาะความเชื่อมั่นในสายตานักลงทุนต่างประเทศอาจจะมองว่า รัฐบาลเอาการเมืองเข้ามาแทรก ไม่ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ทำให้เกิดความไม่แน่นอน ไม่รู้ว่า หากเข้ามาลงทุนรัฐบาลจะเข้ามาแทรกแซงเหมือนกรณีราคาน้ำมันหรือไม่ สิ่งที่นักลงทุนไม่ชอบคือความไม่แน่นอน เพราะถ้าราคาถูกกำหนดด้วยคำสั่ง “วันนี้” อาจจะสั่งราคาน้ำมันลดราคาลงมา “พรุ่งนี้” อาจจะเป็นค่าไฟหรือไม่ “มะรืน” อาจจะเป็นก๊าซ หรือสินค้าอื่น ๆ ที่เห็นว่าประชาชนเดือดร้อน
เมื่อกติกาคาดเดาไม่ได้ นักลงทุนก็อาจจะชะลอการลงทุน เพราะขาดความเชื่อมั่นในรัฐบาล นี่คือสิ่งที่ต้องระวัง
……………………………………………
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย….. “ทวี มีเงิน”
สนับสนุน : บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC




















