“ท่องเที่ยวไทย” ถ้าไม่ปลอดภัย!!!….. “การตลาด”ก็ไร้ค่า

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “การท่องเที่ยว” เริ่มจะเป็นพระเอกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยแทน “การส่งออก” มากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่เศรษฐกิจชะลอ รัฐบาลก็มักจะพูดว่า “ต้องเร่งดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ” เพราะนี่คืออุตสาหกรรมที่สร้างรายได้มหาศาล มีการจ้างงานนับล้านคน ตั้งแต่แรงงานฝีมือจนถึงแรงงานในชุมชน แต่เวลายิ่งผ่านไป ยิ่งรู้สึกว่า ประเทศไทยอาจกำลังตอบคำถามผิด เราคิดแต่ว่า “จะทำอย่างไรให้คนมาเที่ยวมากขึ้น” แต่ไม่คิดว่า “จะทำอย่างไรให้คนมาเที่ยว…แล้วอยากกลับมาอีก”

จุดอ่อนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว คือ อ่อนไหวและเปราะบาง เกิดวิกฤติแต่ละครั้ง ไม่ว่าเป็นวิกฤติการเมือง มีการประท้วงกลางเมือง ปิดสนามบิน ภัยธรรมชาติ น้ำท่วมใหญ่ อุบัติเหตุใหญ่ ๆ เช่น เกิดเหตุเรือฟินิกซ์ล่ม มีนักท่องเที่ยวจีนเสียชีวิต 47 ศพ ปี 2561 ทำให้นักท่องเทียวจีนหายไปพักใหญ่

รวมถึง การก่ออาชญากรรมคดีสะเทือนขวัญ หลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา ล้วน ส่งผลกระทบการท่องเที่ยว ปัญหาเรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวที่เราควรจัดการได้ ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข ล่าสุดเกิดคดีสะเทือนขวัญ 2 พี่-น้องชาวรัสเซียที่พัทยา

ปี 2568 ประเทศไทยรับนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 33 ล้านคน สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวรวมกว่า 2.7 ล้านล้านบาท แม้ตัวเลขดูน่าประทับใจ แต่เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 เรายังไม่ฟื้นเต็มที่ โดยเฉพาะตลาดจีนที่เคยเป็นลูกค้ารายใหญ่ วันนี้นักท่องเที่ยวจีนกลับมายังไม่ถึงระดับเดิม ขณะที่นักท่องเที่ยว รัสเซีย อินเดียและยุโรปมีบทบาทมากขึ้น สะท้อนว่าการแข่งขันด้านท่องเที่ยวไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

ในหลาย ๆ ประเทศ ไม่ได้แข่งกันว่า ใครมีทะเลสวยกว่า ใครมีอาหารอร่อยกว่า แต่สิ่งที่แข่งขันกันจริง ๆ คือ “ประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว” ตั้งแต่สนามบินไปจนถึงวันเดินทางกลับบ้าน

ทุกครั้งที่เกิดข่าวนักท่องเที่ยวถูกทำร้าย ถูกปล้น ถูกหลอก หรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ คำถามเดิม ๆ ที่นักท่องเที่ยวถาม คือ “ประเทศไทยกำลังมีปัญหาเรื่องความปลอดภัยหรือไม่” ถ้าเกิดอะไรขึ้น เขาจะได้รับความคุ้มครองหรือไม่

นี่คือเหตุผลที่หลายคนเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นแล้วสบายใจ แม้จะเดินคนเดียวตอนกลางคืน ลืมกระเป๋าบนรถไฟ หรือหลงทางในเมืองใหญ่ ความรู้สึกปลอดภัยกลายเป็นส่วนหนึ่งของสินค้าที่คนเชื่อมั่น ไม่ต่างจาก ซูชิ ฟูจิ หรือดอกซากุระ

ตรงกันข้าม ประเทศไทยกลับมีข่าวกระทบความเชื่อมั่นเป็นระยะ ๆ ทั้งคดีอาชญากรรมที่คนไทยก่อกับนักท่องเที่ยว อุบัติเหตุทางเรือ การหลอกลวง การเอารัดเอาเปรียบ รวมไปถึงชาวต่างชาติบางกลุ่มเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานของอาชญากรรมข้ามชาติ ฟอกเงิน ค้ายาเสพติด หรือก่อเหตุทะเลาะวิวาทกันเอง ผลเสียจึงไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ใดเหตุการหนึ่ง แต่เกิดจาก การสะสมของข่าวลบ ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อมีเหตุซ้ำแล้วซ้ำอีก ภาพจำของประเทศไทยเปลี่ยนจาก “ดินแดนแห่งรอยยิ้ม” เป็น “ประเทศที่ต้องระวังตัวหากใครเข้ามาเที่ยว”

สิ่งที่น่าแปลกคือ ทุกครั้งที่เกิดปัญหา เรามักแก้ด้วยการประชาสัมพันธ์ รับ “อินฟลูเอนเซอร์” มาถ่ายคลิป โปรโมตเมืองใหม่ จัดเทศกาลใหญ่ หรือออกแคมเปญ “ลด-แลก-แจก-แถม” ทั้งที่ต้นเหตุของปัญหาไม่ได้อยู่ที่การโฆษณากลายเป็นว่า “เกาไม่ถูกที่คัน”

ทั้งนี้…ไม่ได้บอกว่า “การตลาด” ไม่สำคัญ ตรงกันข้าม “การตลาด” เป็นสิ่งจำเป็น แต่ “การตลาด” เป็นเพียงการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ หากสินค้าดี “การตลาด” จะให้คนคนรู้จักเร็วขึ้น แต่ถ้าสินค้ายังมีปัญหา ก็ทำให้คนรู้จักเร็วขึ้นเช่นกัน มันเป็น “ดาบสองคม”

เรื่องความปลอดภัยที่ยังแก้ไม่ตก เกิดจากเราแยกหน้าที่กันทำ จนไม่มีใครรับผิดชอบแบบครบวงจร เช่น “การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย” (ททท.) เน้นทำการตลาดดึงคนมาเที่ยว “กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา” กำหนดนโยบาย “ตำรวจท่องเที่ยว” ดูแลความปลอดภัย “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” ดูแลความสะอาด เป็นต้น ทุกหน่วยงานทำหน้าที่ของตัวเอง แต่ “ไม่มีใครดูภาพรวม” เวลามีปัญหาก็เลยไม่มีใครรับผิดชอบ กลายเป็น ความล้มเหลวของการประสานงาน ต่างคนต่างทำและวัดความสำเร็จคนละแบบ

“ททท.” อาจจะภูมิใจเมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น แต่ “เทศบาล” ไม่สนใจว่า ห้องน้ำสะอาดหรือไม่ “ตำรวจ” อาจวัดผลจากคดีที่ปิดได้ ขณะที่ “นักท่องเที่ยว” อาจวัดผลจากความรู้สึกว่า เมืองนี้น่าเดินทางมาเที่ยวหรือเปล่า ปลอดภัยหรือไม่ อยากกลับมาอีกไหม

ปัญหาของการท่องเที่ยวไทยวันนี้ ไม่ใช่ว่าเราไม่มีของดี ประเทศไทยมีทั้งธรรมชาติ อาหาร วัฒนธรรม และผู้คนที่เป็นมิตร แต่การมีชายหาดสวย ไม่ได้แปลว่า นักท่องเที่ยวจะกลับมา ถ้าเจอแท็กซี่เอาเปรียบ ไม่ปลอดภัย ห้องน้ำสกปรก หรือรู้สึกว่า เกิดปัญหาแล้วไม่มีใครช่วยเหลือ เพราะในโลกยุคใหม่ นักท่องเที่ยวไม่ได้ซื้อแค่สถานที่ แต่ซื้อประสบการณ์

ประเทศไทยเคยชินกับความสำเร็จจากการท่องเที่ยวที่เน้นปริมาณ เราเคยใช้จุดแข็งเรื่องราคาถูก ธรรมชาติสวยและการบริการที่เป็นมิตร ดึงนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลเข้าประเทศ แต่โลกเปลี่ยนไปแล้ว นักท่องเที่ยวมีทางเลือกมากขึ้น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม สิงคโปร์ หรือแม้แต่ประเทศในยูโรป ต่างแข่งขันกันสร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง นักท่องเที่ยวไม่ได้ถามเพียงว่า ที่ไหนสวยกว่า แต่จะถามว่า “ที่ไหนทำให้เขารู้สึกปลอดภัยและได้รับการดูแลมากกว่า”

ในการแก้ปัญหาต้องเลิกมองความปลอดภัยเป็นเรื่องของตำรวจแต่เพียงฝ่ายเดียว ควรมี “ศูนย์บริหารเมืองท่องเที่ยว” ที่ทำงานร่วมกันระหว่างตำรวจ ฝ่ายปกครอง ท้องถิ่น โรงพยาบาลและผู้ประกอบการ “เมืองท่องเที่ยวที่ดี” ต้องมีความปลอดภัยทั้งระบบ ตั้งแต่สนามบิน ถนน ระบบขนส่ง สถานบันเทิง โรงแรม ไปจนถึงชายหาดและแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ควรมีงบประมาณทำเรื่องความปลอดภัย ไม่ใช่ทุ่มทำแต่การตลาด จ้างเอเจนซี่ หรือ ออร์กาไนซ์โปรโมต

ประเทศไทยอาจจะทำ “การตลาด” เก่ง แต่ต้องกลับมาแก้ข่าวเรื่องความปลอดภัยอยู่เรื่อย ๆ โลกยุคใหม่ การท่องเที่ยวไม่ได้ขายเพียง ทะเล ภูเขา หรืออาหารอร่อย แต่ขาย “ความเชื่อมั่น” และ “ความเชื่อมั่น” ไม่สามารถซื้อด้วยงบโฆษณาหรือจัดอีเวนต์ลด-แลก-แจก-แถม

……………….

คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง

โดย….. “ทวี มีเงิน”

สนับสนุน : บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC 

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img