แม้ทุกวันนี้ ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ดูจะกลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปกติ ที่ใคร ๆ ก็รับกันได้ หากผลประโยชน์ลงตัวด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งฝ่ายที่เรียก และฝ่ายที่ต้องจ่าย
แต่ถามว่า? ประเทศไทยจะปล่อยสถานการณ์เช่
เพราะ…เชื่อเถอะว่า ให้ใครต่อใคร “ขึงขัง” จริงจังกันให้เห็น แต่สุดท้ายปลายทาง…ก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง หรือแตกต่างไปจากเดิม
ที่ผ่านมา ไทยมีคะแนนดัชนีการรับรู้การทุ

ขณะที่ผลสำรวจภาคธุรกิจ 401 รายของคณะกรรมการร่วมเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ในปี 69 พบว่า 89.1% มองว่าคอร์รัปชันเป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจในระดับปานกลางถึงมากที่สุด ขณะที่ 51.2% เห็นว่าสถานการณ์คอร์รัปชันแย่ลงเมื่อเทียบกับ 3 ปีก่อน และ 51% ระบุว่าความยุ่งยากในการติดต่อราชการเพิ่มขึ้น
ดังนั้น การที่รัฐบาลได้เดินหน้าโครงการ “ 1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา” ถือเป็นอีกหนึ่งความพยายาม ที่จะเดินหน้าแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน
หรือ!อย่างน้อย ก็ถือเป็นการเปลี่ยนวิธีคิดจากการที่จะนั่งรอ…นอนรอ…เพื่อจับคนโกง มาเป็นการปิดช่องการโกง ตั้งแต่ต้นทางก็ตาม
เพราะจุดเสี่ยงต่อการคอร์รัปชัน ไม่ว่าจะเป็นการอนุมัติ อนุญาต การตรวจสอบ การจัดซื้อจัดจ้าง การจัดเก็บภาษี หรือการต่อใบอนุญาต ล้วนเป็นพื้นที่ที่มีทั้งอำนาจรัฐและดุลพินิจของเจ้าหน้าที่อยู่ในกระบวนการเดียวกัน
ด้วยเหตุนี้ การแก้ปัญหาด้วยการ “ลดดุลพินิจ–ลดขั้นตอน–เพิ่มดิ
ถ้าหากกระบวนการราชการ ยังต้องอาศัยการพบปะระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ประกอบการจำนวนมาก ยังมีขั้นตอนที่ไม่ชัดเจน และยังไม่สามารถตรวจสอบสถานะได้ ปัญหาความไม่โปร่งใสก็ยังมีช่องให้เกิดขึ้นได้เสมอ
แต่ที่น่าสนใจที่สุด คือ โครงการนี้จะได้ผลมากน้อยเพียงใด การกำหนดช่วงเวลาที่ 6 เดือน เพื่อให้เห็นผล ในความจริงก็อาจทำได้ ซึ่งก็ต้องแยกให้ออกด้วยว่า ระหว่างผลระดับกระบวนการกับผลระดับประเทศ แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ระดับกระบวนการ อาจสามารถวัดได้ทันที เช่น ขั้นตอนลดลงกี่ขั้น ระยะเวลารอคอยลดลงกี่วัน การติดต่อเจ้าหน้าที่ลดลงเท่าใด งานบริการใดเปลี่ยนเป็นดิจิทัลเต็มรูปแบบ และประชาชนสามารถติดตามสถานะได้จริงหรือไม่
โดยทั้ง 24 หน่วยงานนำร่อง หากทำให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง ก็ถือเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ เพราะเท่ากับเริ่มเปลี่ยน “จุดเสี่ยง” ที่ประชาชนต้องเผชิญทุกวัน
แต่ถ้าหวังให้คะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต กระโดดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญภายใน 6 เดือน ต้องบอกว่ามองหาช่องที่ทำให้เกิดขึ้นได้น้อยมาก
อย่าลืมว่า CPI ไม่ได้วัดจำนวนคดีทุจริตที่จับได้ หรือจำนวนหน่วยงานที่ปรับระบบ แต่เป็นดัชนีที่สะท้อนการรับรู้ต่อการทุจริตภาครัฐจากผู้เชี่ยวชาญและภาคธุรกิจ และใช้ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลอิสระหลายแหล่ง
ต่อให้ 24 หน่วยงาน ที่เป็นโครงการนำร่อง สามารถลดขั้นตอนการทำงานได้สำเร็จ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คะแนน จะปรับขึ้นทันที

ตราบใด..ที่ ภาพรวมเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ความโปร่งใส การตรวจสอบ การจัดซื้อจัดจ้าง และความเป็นอิสระของกลไกกำกับดูแล ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด
ยิ่งเมื่อมองไปยังประเทศเพื่อนบ้าน จะเห็นช่องว่างของไทยชัดขึ้น โดยเฉพาะสิงคโปร์ ที่ได้คะแนนนำโด่งถึง 84 คะแนน เป็นอันดับ 3 ของโลก มาเลเซีย 52 คะแนน อันดับ 54 และเวียดนาม 41 คะแนน อันดับ 81 ส่วนอินโดนีเซีย 34 คะแนน และสปป.ลาว 34 คะแนน ขณะที่ฟิลิปปินส์อยู่ที่ 32 คะแนน และกัมพูชา 20 คะแนน
ตัวเลขนี้สะท้อนว่าไทยไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่แย่ที่สุดของภูมิภาค แต่ก็ยังห่างจากประเทศที่สร้างระบบราชการและกลไกตรวจสอบจนได้รับความเชื่อมั่นสูงอย่างสิงคโปร์อย่างมาก
ในแง่ของไทย จุดที่ต้องจับตา ไม่ใช่แค่ 24 หน่วยงานจะทำได้ครบหรือไม่ แต่ต้องดูว่าแต่ละหน่วยงานสามารถลดพื้นที่สีเทาได้จริงหรือไม่ต่างหาก!
แม้โครงการ “1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา” จะมีโอกาสสร้างผลงานในระดับหน่
…………………………….
คอลัมน์ : EC Focus by Virgo



















