บทบาทใหม่ของ GC กับภารกิจผลักดัน! “มาบตาพุด”สู่“ศูนย์กลางเอเชียแปซิฟิก”

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

มีคำถามมากมายว่า “ธุรกิจพลังงาน” อย่าง “ปิโตรเคมี” และ “โรงกลั่นน้ำมัน” จะเดินหน้าไปอย่างไร??? ท่ามกลางความผันผวนทั้งเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ…ที่ไม่ได้จบง่าย ๆ แล้วก็ยังมีความท้าทายเรื่องการ GO GREEN ที่ต้องไปให้ถึงเป้าหมายด้วย

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC (จีซี) เป็นอีกบริษัทที่กำลังขับเคลื่อนท่ามกลางพายุหมุน ขณะเดียวกันจีซียังแบกความหวังในฐานะบริษัทของไทยที่ต้องแข็งแกร่งผงาดในเวทีโลก และต้องทำหน้าที่ซัพพอร์ทความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ช่วยดูแลคนไทยด้วย

“ณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GC ที่แม้จะไม่ออกมาพูดอะไรมากมาย ตั้งแต่รั้งตำแหน่งเมื่อปี 67 แต่ด้วยการส่งต่อความมุ่งมั่นของผู้บริหาร GC ทุกยุคสมัย จนมาถึงเขา ซึ่งเป็นลูกหม้อของ GC มายาวนาน ด้วยศักยภาพและความเข้าใจในสถานการณ์ทำให้เขาทราบดีว่า จะต้องขับเคลื่อนอย่างไรให้องค์กรรอดและเติบโตได้ ซึ่งไม่ใช่แค่ความเก่งในการก้าวให้เร็วเท่านั้น แต่ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคงรองรับ

ณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์

“ณะรงค์ศักดิ์” บอกว่า การบริหารงานที่ต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้ GC มี Supply Chain ที่เกี่ยวข้องต่อเนื่องกันที่ “มาบตาพุด” เป็นจุดแข็ง ที่ทำให้ GC มี “ต้นน้ำ” และ “ปลายน้ำ” ที่ต่อเชื่อมกัน สามารถใช้วัตถุดิบหลากหลายทั้งในรูปของเหลวและก๊าซ กระจายแหล่งการจัดหาน้ำมันดิบ ทำให้การจัดส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซเหลือ 10% เมื่อเกิดสงคราม เราจึงหลีกเลี่ยงที่จะจัดส่งผ่านเส้นทางนี้ได้

ดังนั้น CEO GC คนนี้จึงมั่นใจว่า ต่อจากนี้ GC ก็ยังพร้อมขยายการลงทุนไปข้างหน้า ไม่ว่าอุตสาหกรรมนี้จะเป็นอย่างไร

“เราเลิกถามว่าสงครามจะจบเมื่อไหร่ โชคไม่สามารถช่วยใครได้ทุกคน การวางโครงสร้างความพร้อมในระยะยาวสำคัญกว่า”

หมุดหมายของ GC อยู่ที่ไหน? “ณะรงค์ศักดิ์” บอกว่า การเติบโตบนบทบาทใหม่ของ GC จะไม่ได้เกิดจากโครงการใดโครงการหนึ่งแต่เกิดจากการนำ “จุดแข็งที่มี” มา “ประกอบเข้าด้วยกัน” ภายใต้แผนในช่วงปี 69-73 ที่มุ่ง ปรับสมดุลพอร์ตระหว่างธุรกิจ Commodity และธุรกิจ Specialty จากสัดส่วน 80:20 เป็น 70:30 ภายใน 5 ปีหรือปี 73 สัดส่วนใหม่ต้องเกิดขึ้น โดยปัจจัยใดที่จะทำให้ GC เดินไปถึงหมุดหมายในเวลาที่กำหนดไว้มี 4 ด้านสำคัญ

1.การต่อยอดโรงกลั่นชีวภาพ และบูรณาการโรงกลั่นและปิโตรเคมี ผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ (SAF) ไบโอพอลิเมอร์ และไบโอเคมิคัล

2.จัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับ SCGC ซึ่งอยู่ในช่วงศึกษาจะได้ข้อสรุปภายในปลายไตรมาส 3 ของปีนี้ และเมื่อเกิดขึ้นได้เป็นรูปธรรมจะเป็นผู้ผลิตโอเลฟินส์ และโพลิโอเลฟินส์ชั้นนำในอาเซียน ด้วยกำลังการผลิตติด 1 ใน 10 ของโลก จากการรวมพลังของ GC ที่มีความแข็งแกร่งเรื่องวัตถุดิบ กับ SCGC ซึ่งมีความหลากหลายในธุรกิจปลายน้ำ และด้วยฐานการผลิตที่อยู่ใกล้กันในมาบตาพุด จึงมั่นใจว่า การ synergy จะลงตัว

3.การขยายสู่เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ โดยใช้ allnex ขับเคลื่อน และต่อยอดเคมีภัณฑ์ชีวภาพชนิดพิเศษ ซึ่งจะทำให้ GC มีการเติบโตสร้างผลกำไรเพิ่ม 300 ล้านดอลลาร์ต่อปีในปี 73

ดูเหมือน GC จะฝากความหวังไว้ที่ allnex ค่อนข้างสูง เพราะเป็นผู้นำระดับโลกด้าน Coating Resins หรือ สารเคลือบผิวสัญชาติเยอรมันที่ GC เข้าซื้อกิจการเมื่อปี 64 ซึ่ง allnex เป็นเจ้าตลาดในการผลิต Sagging Control Agent (SCA) นวัตกรรมขั้นสูงที่ช่วยป้องกันสีหรือสารเคลือบไหลย้อยระหว่างการใช้งานหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ ตอนนี้ฐานการผลิตของ allnex กระจายไปหลายประเทศในเอเชีย ที่ China Hub เมืองเจียซิง ประเทศจีน และเมืองมหัท ประเทศอินเดีย และกำลังขยายกำลังการผลิตเรื่อยๆ

แล้วก็กำลังมาตั้งฐานการผลิตที่มาบตาพุดด้วย ความหมายของการมาที่มาบตาพุดไม่ใช่แค่ขยายฐานการผลิต แต่ allnex เป็นข้อต่อของ GC ในการดำเนิน กลยุทธ์ MTP Transformation ทำให้ GC เชื่อมโยงความสามารถกับเทคโนโลยีและพันธมิตรชั้นนำจากทั่วโลก รองรับตลาดปลายทางในทุกๆดีมานด์ ที่สำคัญไปกว่านั้นการขับเคลื่อนทุกองพาพยายพในมาบตาพุดของ GC จะช่วยยกระดับให้ประเทศไทยมีบทบาทมากขึ้นในอุตสาหกรรมเคมีในเวทีโลก

“หมุดหมายของเราคือ 73 เป็นต้นไป จะยกระดับมาบตาพุดเป็นศูนย์กลางภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในการผลิตปิโตรเคมี และเคมีภัณฑ์”   

อีกหนึ่งในจิ๊กซอว์ที่จะทำให้ GC ก้าวผ่านไปสู่ฉากใหม่ คือ 4.ธุรกิจ Green & Bio ซึ่งตอนนี้คลอบคลุมทั้งสายแล้ว ตั้งแต่เชื้อเพลิงชีวภาพ เคมีภัณฑ์ชีวภาพ ไบโอพลาสติก โอลีโอเคมิคอล จนถึงพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง ซึ่งเส้นทางนี้เป็นรูปธรรมแล้วจากการเปิดปุ่มสายการผลิตในโรงงานผลิตไบโอพลาสติก PLA ครบวงจรที่นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ภายใต้ NatureWorks สามารถเชื่อมโยงวัตถุดิบทางการเกษตรของไทยกับเทคโนโลยีชีวภาพสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง

รวมถึงการดำเนินงานของ บริษัทลูก GGC และ Emery Oleochemicals ที่ต่อยอดความรู้เคมีภัณฑ์จากพืชสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และก็มี บริษัท เอ็นวิคโค จำกัด (ENVICCO) เป็นฐานรองรับการเดินหน้าสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่ง GC ได้ร่วมทุนกับ ALPLA ผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง และเกรดสัมผัสอาหารรายแรกของไทย ตอนนี้เดินเครื่องเต็มกำลังการผลิตรองรับความต้องการที่มากขึ้นต่อเนื่อง  

ไม่ใช่แค่เดินหน้าอย่างเดียว การลดค่าใช้จ่ายก็ต้องทำไปพร้อมกันด้วย ทั้งบริหารต้นทุน สภาพคล่อง เพิ่มกระแสเงินสด เพื่อทำให้โครงสร้างทางการเงินแข็งแกร่ง “ณะรงค์ศักดิ์” ระบุว่า ตอนนี้หนี้เงินกู้สถาบันการเงินลดไปมากเหลือ 2 ปี เงินกู้ลดลง 1.16 แสนล้านบาทเข้าสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 64 แนวทางที่เราทำมีทั้งร่วมมือกับ ปตท.ขยายเวลาชำระเงินค่าวัตถุดิบ และออกเครื่องมือทางการเงินใหม่ ๆ ตอนนี้หนี้เหลือ 1.5 แสนล้านบาท ถือว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสม มีเงินสดพอจ่ายหนี้ปี 70 และมีเหลือคืนหนี้ในปี 71 ดังนั้นก้อนหนี้ของ GC จึงไม่มีประเด็นอีกต่อไป และจะปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาวผ่านการออกหุ้นกู้สกุลเงินบาทในเดือนก.ย.69 ระยะ 7 ปี และ 10 ปี      

“เราจะไปสู่ฐานใหม่ ไม่เน้นลงทุนมาก แต่เน้นการปรับปรุงเครื่องจักรให้เดินได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้โครงสร้างการผลิตมีความยึดหยุ่นให้มากที่สุด โดยเฉพาะเรื่องวัตถุดิบ ใช้หลากหลายก๊าซและของเหลว แผนนำเข้าอีเทนจากสหรัฐในปี 72 ยังทำต่อเนื่อง และเน้นใช้ AI ผ่านการวางแผน และการทำตลาดที่มีประสิทธิภาพ เราจะไม่กลับไปขาดทุน สงครามจะยืดเยื้อ หรือราคาวัตถุดิบจะผันผวนแค่ไหนก็ตาม แต่จีซีต้องแข็งแกร่ง และมีกำไร” เป็นคำมั่นสัญญาของ CEO GC คนนี้

แต่เป้าหมายที่วางไว้ CEO GC จะไม่เดินลำพัง เขาจะพาพนักงาน GC ทุกคนเดินไปด้วยกัน จึงเปิดกว้างรับ “ไอเดีย” จากพนักงาน หากไอเดียนั้น สามารถตอบโจทย์ให้กับองค์กรได้ ไม่ได้แค่เชิญชวนปากเปล่า แต่ทำเป็นโครงการชัดเจนด้วยแนวคิด GC StandOut Through Innovation องค์กรนวัตกรรมทำจริง ซึ่งมีพนักงานทยอยส่งไอเดียเข้ามากว่า 1,000 ไอเดียแล้วในช่วงเวลาเพียง 1 ปี ที่ช่วยกันหาทางเพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่ายให้องค์กร

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการลดค่าใช้จ่ายของ GC ที่ทำได้เกินเป้าหมายปี 68 กว่า 7,000 ล้านบาทจากที่ตั้งไว้ 5,500 ล้านบาท ส่วนปี 69 ตั้งเป้าลดอีก 4,000 ล้านบาท ตอนนี้ทำได้ตามแผนไปเกินครึ่ง ความสำเร็จนี้มี “พนักงาน GC” เข้ามาช่วยร่วมแรงร่วมใจด้วย แม้เป็นเพียงไอเดียไม่ได้ยิ่งใหญ่ แต่การรับฟังความคิดของพนักงาน ซึ่งสัมผัสหน้างานอย่างจริงจัง จะหนุนเสริมให้ GC มีพร้อมฝ่าฟันทุกอุปสรรค และบุกไปข้างหน้าอย่างมีพลัง

…………

รายงานพิเศษ : ศรัญญา ทองทับ

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img