ในทางการเมือง ไม่ว่า…ใครเป็นแกนนำรัฐบาล เวลา “พรรคฝ่ายค้าน” ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ “พรรคร่วมรัฐบาล” ที่มีเสียงอันดับ 2 จะ “มีอำนาจต่อรองมากที่สุด” ทันที เว้นเสียแต่ “พรรคแกนนำรัฐบาล” มีเสียงเกินครึ่ง แต่ผลเสียคือ เมื่อกระบวนการตรวจสอบในสภาฯ ไร้พลัง “ความเคลื่อนไหวนอกสภาฯ” จะมีประสิทธิภาพขึ้นมาทันที
เหมือนสมัย “พรรคไทยรักไทย” (ทรท.) ก้าวขึ้นมาเป็นรัฐบาลในสมัยที่ 2 ได้เสียง สส.มากกว่า 300 กว่าเสียง แต่ในที่สุดก็ต้องจบ ด้วยการถูกรัฐประหารเมื่อปี 2549 จนกลายเป็น “วิบากกรรม” ส่งผลกระทบกับ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี มาถึงทุกวันนี้ เช่นเดียวกับรัฐบาลภายใต้การนำของ “พรรคภูมิใจไทย” (ภท.) ที่เข้ามาเป็นแกนนำรัฐบาลในสมัยที่ 2
หลังจากครั้งแรกได้เป็นรัฐบาล เพราะความอนุเคราะห์จาก “พรรคประชาชน” (ปชน.) จนทำให้การเลือกตั้งเมื่อเดือนก.พ.69 ได้ สส.มาถึง 191 ที่นั่ง ส่งผลให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ได้เป็นนายกรัฐมนตรีแบบภาคภูมิใจ มีอำนาจต่อรองสูง เป็นแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล มีเพื่อนร่วมงานร่วม 14 พรรค
อันประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย 192 เสียง, พรรคเพื่อไทย 74 เสียง, พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง, พรรคประชาชาติ 5 เสียง, พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง, พรรคไทยสร้างไทย 2 เสียง, พรรครวมไทยสร้างชาติ 2 เสียง และพรรค 1 เสียงอีก 7 พรรค ได้แก่ พรรคประชาธิปไตยใหม่, พรรคใหม่, พรรครวมใจไทย, พรรคไทยทรัพย์ทวี, พรรครวมพลังประชาชน, พรรคมิติใหม่ และพรรคโอกาสใหม่ รวม 290 เสียง
ถ้าไล่ดูเสียงของพรรคร่วมรัฐบาล จะพบว่า “พรรคเพื่อไทย” (พท.) มีอำนาจต่อรองสูงสุด หากในวันที่มีการลงมติไว้วางใจ “พท.” ถอนตัวเมื่อไหร่ นั่นหมายความว่า รัฐบาลจะมีอันเป็นไปในทันที

แม้ในข้อสรุป “พรรค ปชน.” และเพื่อนร่วมฝ่ายค้าน จะยังไม่ได้ชี้ชัด ว่าจะอภิปรายใครบ้าง แต่อย่างไรก็ตาม ต้องมีชื่อ “อนุทิน” ติดร่างแหอยู่ด้วยแน่ ๆ เพราะ 2 เรื่องหลักที่พรรคฝ่ายค้าน จะนำมาอภิปรายเป็นประเด็นสำคัญคือเรื่อง “ฮั้ว สว.” และ “โกงสอบข้าราชการท้องถิ่น” เนื่องจากทั้ง 2 เรื่อง มีชื่อ “หัวหน้ารัฐบาล” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
โดยเรื่อง “ฮั้ว สว.” นั้น “อนุทิน” ตกเป็น “ผู้ถูกกล่าวหา” มีส่วนเข้าไปแทรกแซงการเลือก สว. ส่วนเรื่อง “ทุจริตการสอบท้องถิ่น” ซึ่งเกี่ยวข้องกับกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) ก็อยู่ในการกำกับดูแลของ “กระทรวงมหาดไทย” ดังนั้นจึงหนีไม่พ้นความรับผิดชอบ ส่วนจะเกี่ยวข้องขนาดไหน คงอยู่ที่ “ฝ่ายค้าน” นำเสนอข้อมูลจะมีน้ำหนักเพียงใด
ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 6 ส.ค.69 “รังสิมันต์ โรม” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมายฯ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยภายหลังการประชุมวาระพิจารณากรณีการทุจริตการสรรหาบุคคลเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่นปี 2567-2569 ตอนหนึ่งระบุว่า นอกจากนี้ ผู้แทนมหาวิทยาลัยบูรพายังได้ให้ข้อมูลต่อกรรมาธิการ (กมธ.) ว่ามีพฤติการณ์พยายามกดดันให้มหาวิทยาลัยดำเนินการ หรือไม่ดำเนินการบางอย่าง รวมถึงยืนยันว่า มีการเรียกรับผลประโยชน์ผ่านบุคคลลักษณะ “นายหน้า” อย่างไรก็ตาม “ผู้ให้ข้อมูล” ยังไม่ได้เปิดเผยรายชื่อบุคคลดังกล่าว แต่ระบุว่า ผู้เกี่ยวข้องอาจมีมากกว่ารายชื่อ “ตัวการใหญ่” ที่สังคมรับทราบกันก่อนหน้านี้ ซึ่งหลังจากนี้ กรรมาธิการฯ จะนำข้อมูลทั้งหมดมาประมวลผล เพื่อกำหนดแนวทางการตรวจสอบต่อไป โดยเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ได้รับในวันนี้ ทำให้เห็นภาพว่า การทุจริตสอบท้องถิ่นอาจมีจุดเริ่มต้น ตั้งแต่ช่วงที่นายอนุทินดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี
“สิ่งที่เป็นคำถามสำคัญต่อไปก็คือ ตกลงแล้วนายอนุทิน มีส่วนรู้เห็นกับการทุจริตสอบท้องถิ่นครั้งนี้ มาก-น้อยแค่ไหน เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าหลังจากที่มีการตัดตอน ม.บูรพาไปแล้ว มหากาพย์การทุจริตการสอบมันก็เกิดขึ้นตามลำดับ คำถามก็คือว่า ฝ่ายการเมืองรู้แค่ไหนกับสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้” รังสิมันต์ กล่าว

ต้องยอมรับว่า ในแง่ของการทำหน้าที่พรรคฝ่ายค้าน ต้องพยายามหาช่องทางเชื่อมโยงกับ “หัวหน้ารัฐบาล” ให้เกี่ยวข้องกับทุกปัญหา ที่เกิดขึ้นกับการบริหารราชการแผ่นดิน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก กับบทบาทของ “รังสิมันต์” แต่ในที่สุด…ก็ขึ้นอยู่กับข้อมูลและหลักฐาน จะทำให้สังคมเชื่อได้มากขนาดไหนว่า “อนุทิน” มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น
แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามองคือ การยื่นญัตติอภิปรายไม่วางใจครั้งนี้ นอกจาก “หัวหน้ารัฐบาล” ที่ตกเป็นเป้าแล้ว จะมี “รัฐมนตรีคนอื่น” ติดร่างแหไปด้วยหรือไม่
โดยเฉพาะฝ่ายบริหารที่มาจาก “พรรค พท.” มีรัฐมนตรีประกอบด้วย 1.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและรมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) 2.สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ 3.ประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ 4.จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน 5.นิกร โสมกลาง รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) 6.วัชระพล ขาวขำ รมช.เกษตรฯ 7.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รมช.เกษตรฯ และ 8.อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ
ไล่ดูรายชื่อจะเห็นว่า “สุริยะ” มีความสุ่มเสี่ยง ที่จะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจมากที่สุด!!!
โดยปมร้อนนอกเหนือ จากการดูแลผลผลิตการเกษตร คงเป็นเรื่อง การโยกย้าย “ราเชน ศิลปะรายะ” อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ซึ่งถูกวิจารณ์ว่า เกี่ยวข้องกับกรณีคนใกล้ชิด พยายามเข้าพบ “อธิบดีราเชน” เพื่อต้องการเข้ามาส่วนในการรับผิดชอบโครงการสำคัญ แม้ในเวลาต่อมา “สุริยะ” ชี้แจงว่า “ราเชน” ได้พูดถึงสาเหตุการถูกโยกย้าย โดยสื่อให้เห็นว่า หลานของตนเอง ซึ่งเป็นผู้บริหารสายการบินแห่งหนึ่ง พยายามติดต่อขอเข้าพบ แต่ไม่ได้พบ หากย้อนไปตั้งแต่เดือนก.ค.ปีที่แล้ว
“สุริยะ” เน้นย้ำวา่ “ทุกคนก็รู้ว่า ช่วงเวลานั้น ผมไม่ได้เกี่ยวข้อง และอยู่คนละกระทรวง ลองคิดดู ถ้ารู้ว่าหลานติดต่อไป คงจะบอกนายราเชนว่า หลานอยากขอพบ แสดงว่าไม่ได้รับการติดต่อจากหลาน หลานพยายามติดต่อโดยตรง ซึ่งถ้ารู้ก็คงบอกนายราเชนว่า ให้มีการพบกันหน่อย อาจจะมีเรื่องอะไรที่เสนอเป็นประโยชน์หรือไม่ แต่แม้ว่านายราเชนให้พบ ยังไงก็ย้ายอยู่ดี เพราะการย้ายไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องของหลาน แต่เป็นเรื่องที่ว่า กระทรวงเกษตรฯ กำกับดูแลเกษตรกรเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีจำนวนมากกว่าภาคธุรกิจอื่น และผลผลิตขณะนี้ก็ตกต่ำ…ผมอยากได้คนมีกำลังวังชาที่จะทำงาน เพื่อสนองนโยบาย ซึ่งสื่อมวลชนก็คงทราบดีว่า ข้าราชการพอใกล้เกษียณ ก็ค่อนข้างจะเกียร์ว่าง ไม่ใช่ผมพูดเองนะ แต่สื่อมวลชนก็รู้ว่าเป็นอย่างนั้น ผมก็เลยเสนอเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นไม่มีเรื่องอื่นเลย”
แต่ในที่สุดต่อมา “ราเชน” และ “สุริยะ” ก็มีการปรับความเข้าใจกัน เพราะ “ราเชน” ก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับแกนนำพรรคพรรค พท.
ด้าน “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” หัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) และอดีตรมว.เกษตรฯ เคยออกมาโพสต์ข้อความผ่านเพจ Facebook ระบุว่า “ได้ยินข่าวมาว่า จะมีการย้ายผู้บริหารระดับสูงหลายๆ กรม เพราะไม่สนองนโยบาย ‘การเงิน’ มากกว่า ‘การงาน’ ผมได้ฟังแล้วหดหู่ใจกับคนที่ตั้งใจทำงานครับ หวังว่าสิ่งที่ได้ยินจะเป็นแค่ข่าวลือ สงสารพี่น้องเกษตรกรครับ ไหนจะเรื่องการส่งออก กุ้ง ปลากะพง ก็ยังไม่จบ ประเด็นไก่จากจีนจะทะลักเข้าบ้านเรา และอีกหลายๆ เรื่องครับ” พร้อมปิดท้ายข้อความว่า “#นี่มันยุคอะไร”

ดังนั้นคงต้องรอดูว่า วันที่พรรคฝ่ายค้านหารือถึงการตรวจสอบฝ่ายบริหาร จะมีพรรคการเมืองไหน เสนอให้อภิปรายไม่ไว้วางใจ “สุริยะ” หรือไม่ เพราะหากยึดตามยุทธศาสตร์ ต้องการโดดเดี่ยวพรรค ภท. นั่นหมายความว่า จะต้องไม่มีรายชื่อรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองอื่นถูกยื่นซักฟอก พรรคฝ่ายค้านต้องมุ่งหวังสร้างความบอบช้ำให้เฉพาะ “แกนนำพรรค ภท.” ในฐานะ “แกนนำรัฐบาล” เพราะถึงแม้จะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งแรก แต่ฝ่ายตรวจสอบ คงหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สร้างรอยร้าว ให้เกิดขึ้นกับ “ฝ่ายบริหาร”
ขณะที่ประเด็นสำคัญที่พรรคฝ่ายค้าน จะนำมาตรวจสอบคือเรื่อง “ฮั้ว สว.” จุดเริ่มในการหาข้อเท็จจริงเรื่องนี้ นอกจากบรรดา “สว.สำรอง” จะไปร้อง “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” (กกต.) ให้ตรวจสอบแล้ว ยังไปยื่นร้องต่อ “กรมสอบสวนคดีพิเศษ” (ดีเอสไอ) ในสมัยที่พรรค พท.เป็นรัฐบาล มี “แพทองธาร ชินวัตร” เป็นนายกฯ และ “พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” ทำหน้าที่รมว.ยุติธรรม
แม้ในเวลาต่อมา “ภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกฯ ได้ผลักดันให้เป็น “คดีพิเศษ” โดยตรวจสอบการกระทำว่าเข้าข่าย “อั้งยี่” และ “ฟอกเงิน” ถึงกับต้องนัดประชุมหลายครั้ง กว่าองค์ประชุมจะครบ แต่ในที่สุดก็สามารถผลักดันให้เป็นคดีพิเศษจนได้ ซึ่งครั้งนั้นในทางการเมือง หลายคนมองว่า “พรรค พท.” คงเชื่อว่า “สว.ส่วนใหญ่” ที่ถูกมองเป็น “สว.สีน้ำเงิน” หากปล่อยให้ “พรรค ภท.” มีบทบาทเหนือ “สว.” ย่อมทำให้ “พรรค พท.” เสียเปรียบทางการเมือง เนื่องจาก “สว.” มีอำนาจเลือก “องค์กรอิสระ” สามารถตรวจสอบฝ่ายบริหาร ทั้งเรื่องที่เกี่ยวข้องกระทำผิดตามรัฐธรรมนูญ (รธน.) และพฤติกรรมทุจริตและคอร์รัปชัน ส่วนพรรคที่มีความสัมพันธ์อันดีกับ “สว.ส่วนใหญ่” อาจไม่ถูกตรวจสอบ ซึ่งในทางการเมืองถือว่า มีความสำคัญมาก
แม้ในระหว่างการที่ “พรรค พท.” เข้าร่วมรัฐบาลกับ “พรรค ภท.” จะไม่มีแกนนำพรรคคนไหน ออกมาให้ความเห็นในเรื่องคดีฮั้ว สว. แต่ก็มีสมาชิกพรรคบางคน เช่น “อดิศร เพียงเกศ” ออกมาเยาะเย้ยถากถาง รวมทั้งแกนนำเสื้อแดงบางคน ดังนั้นในช่วงที่พรรคฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ภายใต้การนำของ “อนุทิน” หากพรรคฝ่ายค้าน ตั้งคำถามกับจุดยืน “พท.” ในฐานะที่เคยตรวจสอบในเรื่องนี้ ในช่วงเป็นแกนนำรัฐบาล ว่าเห็นด้วยกับพฤติกรรมฮั้ว สว.ใช้หรือไม่ แกนนำพรรค พท.จะตอบอย่างไร หากนิ่งเฉยไม่แสดงจุดยืน ย่อมถูกวิจารณ์ในแง่ลบ ในทำนองไร้จุดยืนทางการเมือง หวังเพียงรักษาสถานภาพ ของการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ต้องการอยู่ในอำนาจทางการเมือง
หรือถ้า “พรรค พท.” เลือก “แตกหัก” กับ “แกนนำรัฐบาล” ยกมือไม่ไว้วางใจ “หัวหน้ารัฐบาล” ในประเด็น “คดีฮั้ว สว.” เพราะก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ “กกต.” อาจสรุปสำนวนคดีว่า “มีความผิด” สมควรต้องส่งเรื่องไปศาลฎีกา นั่นหมายความว่า ข้อมูลของ “พรรค ปชน.” ที่สื่อสารออกมาเป็นระยะ ๆ ย่อมมีน้ำหนักและน่าเชื่อถือในทันที
แต่ถ้า “กกต.” ชี้มูลความผิดบางส่วน แรงกดดันที่หวังเรียกร้อง “พท.” ให้แสดงจุดยืนทางการเมือง อาจจะไม่มีน้ำหนักมากหนัก

เพียงแต่ว่า ในช่วงเดือนต.ค.69 “ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ปี 2570” จะมีผลบังคับใช้ บรรดากระทรวงต่าง ๆ จะมีอำนาจในการผลักดันโครงการต่าง ๆ ตามที่งบประมาณถูกจัดสรรไว้ให้ ในทางการเมืองบรรดารัฐมนตรี ที่ทำงานในกระทรวงต่าง ๆ ย่อมอยากสร้างผลงาน เพื่อส่งผลกับตนเอง และพรรคสังกัด เพื่อนำไปใช้ในการหาเสียง หรือให้สังคมรับรู้ว่า ที่ผ่านมาได้ทำอะไรไปบ้าง
ดังนั้นหาก “พท.” คิดจะแตกหักกับ “ภท.” เพื่อหวังได้เปรียบทางการการเมือง อาจจะทำใจยาก เพราะหลังจากพ่ายแพ้การเลือกตั้งครั้งหลังสุด…แบบยับเยิน “พท.” คงต้องใช้เวลาฟื้นฟูพรรค ซึ่งต้องกินเวลานานพอสมควร แต่การเมืองไทยความไม่แน่นอน ก็คือความแน่นอน บางทีอาจมีข้อเสนอดี ๆ ให้ “พท.” เปลี่ยนข้าง-สลับขั้ว เพื่อเปลี่ยนแปลงฝ่ายบริหาร
ดังนั้นคงต้องรอดู…บทสรุปสุดท้ายว่า ผลพวงจาก “คดีฮั้ว สว.” จะส่งผลทางการเมืองมากแค่ไหน เพราะหลังการเลือกตั้ง ไม่มีใครคิดว่า “ภท.” จะดึง “พท.” เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล แต่ในที่สุด “พรรคสีแดง” ก็มีโอกาสเข้ามาทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร ขณะที่การพูดคุยระหว่าง “อนุทิน-ทักษิณ” ก็ยังเป็นไปด้วยดี ความสัมพันธ์ของทั้ง 2 พรรค ก็ยังไม่มีความขัดแย้งในระดับรุนแรง “นายกฯ อนุทิน” ให้เกียรติ “พท.”
เชื่อว่า พรรคร่วมรัฐบาลที่มีเสียงเป็นอันดับ 2 คงยังไม่ต้องการแตกหักกับเพื่อนร่วมงาน แต่หากข้อมูลของพรรคฝ่ายค้าน ถึงขั้นมีใบเสร็จ และหลักฐานชัดเจน คงต้องวัดใจการตัดสินใจ “พท.” อีกครั้ง ว่าจะมีจุดยืนอย่างไร
…………………………..
คอลัมน์ : ล้วง-ลับ-ลึก
โดย…“แมวสีขาว”



















