“นายกฯ” ลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์อุทกภัยที่นครสวรรค์ มอบถุงยังชีพและเยี่ยมศูนย์พักพิงชั่วคราว พร้อมสั่งการทุกหน่วยงานเร่งคลี่คลายสถานการณ์ ย้ำความมั่นใจมาตรการเยียวยาผ่านโครงการประกันภัยพิบัติคุ้มครองครอบคลุมทั่วประเทศ
วันที่ 3 ตุลาคม 2569 เวลา 12.45 น. ณ วัดบ้านแก่ง ตำบลบ้านแก่ง อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัยและมอบถุงยังชีพให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ โดยมีนายชุมพิชญ์ เดชะรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ผู้บริหารท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ และประชาชนในพื้นที่ ให้การต้อนรับ
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า วันนี้ตั้งใจเดินทางมายังจังหวัดนครสวรรค์เพื่อให้กำลังใจ รับฟังปัญหา และติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด รวมถึงดูว่าประชาชนมีสิ่งใดขาดเหลือหรือต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม โดยนครสวรรค์ถือเป็นพื้นที่สำคัญที่รองรับมวลน้ำจากแม่น้ำสายหลัก ได้แก่ ปิง วัง ยม และน่าน ก่อนจะไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา ประกอบกับช่วงที่ผ่านมาเกิดฝนตกต่อเนื่อง ส่งผลให้หลายชุมชนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย

ขณะนี้ จากข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คาดการณ์ว่าสถานการณ์จะทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ตาม ในช่วงก่อนสถานการณ์จะคลี่คลาย รัฐบาลได้สั่งการให้ระดมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมกันดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ ทั้งการจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวให้มีความพร้อมในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นที่นอน อาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค ตลอดจนการดูแลความปลอดภัยของประชาชน
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ในส่วนของการเยียวยา ขอให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลจะให้ความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง โดยกรณีที่เกิดเหตุขึ้นก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 จะใช้เงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ส่วนกรณีที่เกิดเหตุตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 จะมีเงินจากโครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชนเข้ามาช่วยเหลือเยียวยาในส่วนของที่อยู่อาศัย รวมถึงกรณีการเสียชีวิต ซึ่งรัฐบาลไม่ต้องการให้เกิดขึ้น
ทั้งนี้ รัฐบาลได้ดำเนินโครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน ครอบคลุม 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ โดยให้ความคุ้มครองภัย 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว สำหรับที่อยู่อาศัยจะได้รับความคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ขึ้นอยู่กับการประเมินความเสียหาย ขณะที่กรณีที่อยู่อาศัยถูกน้ำล้อมจนไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติติดต่อกันเกิน 7 วัน จะได้รับค่าชดเชย 10,000 บาทต่อครั้ง และกรณีเสียชีวิตจะได้รับเงินชดเชย 2,000,000 บาทต่อคน

“ผมเข้าใจดีว่า ไม่มีใครอยากได้รับเงินเหล่านี้อย่างแน่นอน รัฐบาลจึงต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันภัย แต่เมื่อเกิดเหตุที่เกินกำลังของระบบขึ้นแล้ว เราก็ต้องดูแลกันให้ดีที่สุด หลังจากนี้จะมีเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายตามบ้านเรือนของประชาชน เพื่อเร่งดำเนินมาตรการเยียวยาให้เร็วที่สุด
สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร และทุกฝ่ายที่กำลังปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ด้วยความเสียสละ และขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนร่วมกันผ่านสถานการณ์ครั้งนี้ไปด้วยกัน” นายกรัฐมนตรีกล่าว

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้มอบถุงยังชีพ พร้อมพูดคุยและให้กำลังใจประชาชนที่มารอรับความช่วยเหลือ ก่อนตรวจเยี่ยมศูนย์พักพิงชั่วคราว ซึ่งใช้ศาลาของวัดเป็นสถานที่พักพิงสำหรับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก รวมถึงผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์เพื่อตรวจสถานการณ์น้ำในพื้นที่ด้วย



















