เหตุการณ์ภัยพิบัติเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ที่พื้นที่ชายแดนเนปาล – ทิเบตเผชิญเหตุอุทกภัยรุนแรง หลังน้ำแข็ง หิน และตะกอนจำนวนมากไหลลงสู่แม่น้ำ กลายเป็นมวลน้ำและเศษซากที่เคลื่อนตัวตามลำน้ำ Trishuli และ Bhote Koshi เป็นระยะทางเกือบ 100 กิโลเมตร สร้างผลกระทบต่อพื้นที่และชุมชนที่อยู่ตลอดแนวลำน้ำ มีผู้เสียชีวิตและสูญหายไปจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นว่า ภัยพิบัติในพื้นที่หนึ่งไม่ได้สร้างความเสียหายให้เฉพาะพื้นที่อีกต่อไป แต่ส่งต่อผลกระทบเป็น “ภัยพิบัติแบบลูกโซ่” (Cascading Hazards) ต่อเนื่องถึงชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนและโครงสร้างพื้นฐาน
ดังนั้นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจึงเป็นพันธกิจของทุกประเทศทั่วโลกที่ต้องไปให้ถึงเป็นรูปธรรม ประเทศไทยกำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี พ.ศ. 2593 ภาคพลังงานย่อมถูกเพ่งเล็งเป็นปกติที่ต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases: GHG) ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2026) จึงพุ่งเป้าไปที่การบ้านใหญ่ในการลดปล่อย GHG ลง 75% เหลือ 19 ล้านตันคาร์บอนในปี 2593 เป็นที่มาให้ต้องใส่พลังงานสะอาด (RE) เข้ามาในแผนมากกว่า 65% ฟอสซิลเหลือ 11% ที่น่าสนใจ คือสัดส่วนที่เหลือ 24% มาจากแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System : BESS) และ เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) จากแหล่งกำเนิด หรือ CCS (Carbon Capture and Storage)

ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม บอกว่าที่ผ่านมากรมทำงานร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) อย่างใกล้ชิด เพื่อวางตัวเลขลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งยอมรับว่าหากไม่ใส่ CCS และนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) เข้าไปในแผน PDP ก็ยากที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เหลือ 19 ล้านตันคาร์บอนในปี 2593 และลืมไม่ได้เลยว่าต้องกำกับให้ค่าไฟฟ้าตามแผน PDP ไม่กระทบประชาชนด้วย หากมี RE เข้ามามากช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่แล้วเศรษฐกิจไปไม่ได้ ก็ไม่มีประโยชน์
ในส่วนของเทคโนโลยีใหม่ๆอย่าง CCS และ SMR ต้องถูกใส่เป็นทางเลือกเข้าไปในแผน PDP ซึ่งเป็นแผนระยะยาว 25 ปี เพราะเป็นเทคโนโลยีใหม่มากสำหรับประเทศไทยซึ่งต้องใช้เวลาในการดำเนินงาน ขณะเดียวกันทั่วโลกได้ทำกันแล้ว แต่เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วแผนก็ต้องยืดหยุ่นมีการทบทวนเป็นระยะๆ เพื่อประเมินว่าเทคโนโลยีไหนเป็นไปได้ และเทคโนโลยีไหนถูก Disrupt
สำหรับ CCS กำลังทำงานร่วมกับกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และปตท.อย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาร่างกฎหมายรองรับ Eastern Thailand CCS Hub ที่จะดำเนินการที่มาบตาพุด ตอนนี้มีการปรับเปลี่ยนคณะทำงานเป็นหน่วย PMO หรือ Project Management Office เพื่อมาดูมาตรฐานต่างๆ และยังมีคณะอนุกรรมการมาขับเคลื่อนมาตรการลดก๊าซเรือนกระจก จากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการดักจับ และการกักเก็บคาร์บอน (CCS) ของประเทศมาดูภาพใหญ่ด้วย

สาระสำคัญของร่างกฎหมาย CCS อยู่ที่การกำกับการจัดเก็บ CO₂ ซึ่งประเทศไทยยังไม่เคยมีกฎหมายมารองรับมาก่อน เพื่อมาเป็นกรอบในการดูแลกลไกต่างๆที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ขั้นตอน วิธีการดักจับ ขนส่งจากที่อื่น และมาอัดกลับลงไปเก็บใต้ดิน รวมถึงกำหนดว่าใครจะเป็นผู้กำกับดูแล ติดตามตรวจสอบทั้งในทะเล และบนบก เพื่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการดำเนินการ ขณะเดียวกันก็มีกฎหมายเดิมที่จะมาช่วยกำกับดูแลได้อยู่แล้ว เช่น กฎหมายกรมโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อมาดูในเรื่องคลังเก็บ CO₂
อย่างไรก็ตามย้ำว่า CO₂ ไม่ใช่ก๊าซฯพิษ และมีหลายประเทศใช้แล้ว แต่เมื่อเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทยย่อมสร้างความเป็นห่วง ดังนั้นตอนนี้รัฐจะต้องเร่งให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมากับประชาชนแล้ว เพื่อให้เกิดความเข้าใจตั้งแต่ต้น ส่วน SMR อาจมีความเป็นห่วงมากกว่า CCS ซึ่งทุกภาคส่วนต้องตอบคำถามร่วมกันว่า หากไทยไม่ใช่ SMR แต่รอบบ้านใช้ เราจำเป็นต้องไม่ใช้หรือไหม เราด้อยว่าประเทศอื่นหรือไม่? ทุกฝ่ายต้องช่วยกันคิดว่าเราจะเดินหน้าในเรื่อง SMR อย่างไร
ดร.พิรุณ ยังได้กล่าวถึงความคืบหน้าของร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ว่าอยู่ในขั้นตอนการตรวจร่างของคณะกรรมการกฤษฎีกา คาดว่าภายในพฤศจิกายนนี้จะตรวจร่างเสร็จครบทุกหมวด เข้าสู่ขั้นตอนของรัฐสภาในปี 2570 และในช่วงปลายปีน่าจะนำมาใช้ได้

ทั้งนี้ความร่วมมือในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย กรมได้ประสานงานกับทุกภาคส่วน ล่าสุดจับมือกับกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และพลังงานทดแทนในภาคเกษตรกัน ร่วมกับ 7 หน่วยงาน ด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว เพื่อวางกรอบการทำงานร่วมกัน 5 ปี ผลักดันการใช้เทคโนโลยีอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนในภาคเกษตร ซึ่งปล่อย GHG สูงเช่น โดยมีเป้าหมายยกระดับภาคเกษตรไปสู่เกษตรคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Agriculture) ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ประเด็นสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือ การมีข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะมีการพัฒนาร่วมกันในระบบ Measurement, Reporting and Verification (MRV) หรือการตรวจวัด รายงาน และทวนสอบข้อมูล เพื่อให้ภาคเกษตรมีข้อมูลที่ใช้ประเมินการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการวางเป้าหมายและแผนลดก๊าซเรือนกระจกต่อไป
…………..
รายงานพิเศษ : ศรัญญา ทองทับ



















