ผลโพลเผยคนพอใจ“ไทยช่วยไทยพลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน-ปชช.เชื่อมั่นเพิ่ม

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ซูเปอร์โพลสำรวจประชาชน 1,128 คน พบ 63.8% พอใจมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ระดับมากถึงมากที่สุด ขณะที่ 62.7% มองช่วยเศรษฐกิจชุมชน ดันความเชื่อมั่นรัฐบาลเพิ่ม 56.6% แต่ประชาชนยังต้องการมาตรการลดค่าครองชีพต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 6 ก.ย. ดร.ชาญวิชย์ อริยาวรนันต์ รักษาการผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เสนอผลสำรวจเรื่องความคิดเห็นของประชาชนต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “ไทยช่วยไทยพลัส” ดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 1-5 ก.ย.2569 จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศจำนวน 1,128 ตัวอย่าง  ว่า โดยผลสำรวจพบว่า ประชาชนร้อยละ 63.8 มีความพึงพอใจต่อมาตรการ “ไทยช่วยไทย 60/40” ในระดับมากถึงมากที่สุด ขณะที่ร้อยละ 24.7 พึงพอใจในระดับปานกลาง และร้อยละ 11.5 พึงพอใจน้อยถึงไม่พอใจเลย ในเชิงสังคมศาสตร์ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่ามาตรการนี้มีระดับการยอมรับทางสังคมเป็นผลงานเด่นของรัฐบาลที่ประชาชนยอมรับสูง กล่าวคือ หากรวมผู้ที่พึงพอใจระดับปานกลางขึ้นไป จะมีสัดส่วนร้อยละ 88.5 ขณะที่กลุ่มที่มีทัศนะเชิงลบมีร้อยละ 11.5

ดร.ชาญวิชย์ กล่าวอีกว่า จุดแข็งที่สุดของมาตรการดังกล่าว คือทำให้เงินหมุนในชุมชน มากกว่าที่ประชาชนรู้สึกว่าฐานะครัวเรือนดีขึ้น โดยเมื่อถามถึงการลดภาระค่าครองชีพ พบว่าร้อยละ 53.8 เห็นว่ามาตรการช่วยลดภาระได้มากถึงมากที่สุด ร้อยละ 34.9 เห็นว่าช่วยได้ปานกลาง และร้อยละ 11.3 เห็นว่าช่วยได้น้อยถึงไม่ช่วยเลย แต่เมื่อถามถึงผลต่อเศรษฐกิจชุมชนและร้านค้ารายย่อย กลับพบสัดส่วนที่สูงกว่า คือ ร้อยละ 62.7 เห็นว่าช่วยได้มากถึงมากที่สุดร้อยละ 27.4 เห็นว่าช่วยปานกลาง และมีเพียงร้อยละ 9.9 ที่เห็นว่าช่วยได้น้อยถึงไม่ช่วยเลย นี่เป็นข้อค้นพบที่สำคัญมาก เพราะหมายความว่าในการรับรู้ของประชาชน ผลต่อเศรษฐกิจชุมชน ร้อยละ 62.7 ขณะที่ผลต่อการลดภาระค่าครองชีพ ร้อยละ 53.6 ต่างกันร้อยละ 9.1

ดร.ชาญวิชย์ กล่าวว่า นัยเชิงเศรษฐศาสตร์คือ มาตรการ 60/40 อาจทำหน้าที่ได้ค่อนข้างดีในฐานะ Demand-Side Stimulus หรือมาตรการกระตุ้นอุปสงค์ โดยทำให้เกิดการจับจ่ายและเงินหมุนเวียนสู่ร้านค้ารายย่อย เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจชุมชน แต่ความสามารถในการเปลี่ยนเงินหมุนเวียนเหล่านั้นให้กลายเป็นความมั่นคงของรายได้ครัวเรือน ยังต้องการมาตรการเสริม กล่าวคือ โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ช่วยให้เงินเดินในชุมชนได้เร็วกว่าที่ช่วยฐานะครัวเรือน นี่เป็นความแตกต่างที่สำคัญมากต่อการกำหนดนโยบายรอบต่อไป

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่าความเชื่อมั่นของประชาชนเพิ่มขึ้น ร้อยละ 56.6 นโยบายเศรษฐกิจสามารถเปลี่ยนอารมณ์สาธารณะได้ แต่รัฐบาลยังต้องรักษาด้วยผลลัพธ์จริง และผลสำรวจยังพบว่าร้อยละ 56.6 ระบุว่า มาตรการช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นต่อความสามารถของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพ ขณะที่ร้อยละ 32.8 ระบุว่าไม่เปลี่ยนแปลง และร้อยละ 10.6 ระบุว่าความเชื่อมั่นลดลง หากพิจารณาเชิงเปรียบเทียบ จะเห็นภาพที่น่าสนใจว่าร้อยละ 63.8 พอใจมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” มากถึงมากที่สุด และร้อยละ 62.7 เห็นว่ามาตรการนี้ช่วยเศรษฐกิจชุมชนมาก อีกทั้งร้อยละ 56.6 เชื่อมั่นรัฐบาลเพิ่มขึ้น ร้อยละ 53.6 เห็นว่าช่วยลดค่าครองชีพมาก ซึ่งลำดับนี้สะท้อนกลไกทางสังคมและเศรษฐกิจที่ค่อนข้างสมเหตุสมผล คือ ประชาชนเห็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ จึงพอใจนโยบาย แล้วประเมินรัฐบาลดีขึ้นบางส่วน แต่ความเชื่อมั่นไม่ได้เพิ่มสูงเท่าความพึงพอใจ แสดงว่าประชาชนยังแยกได้ระหว่างการชอบมาตรการนี้ กับการเชื่อว่ารัฐบาลแก้เศรษฐกิจได้ทั้งหมด

ดร.ชาญวิชย์ กล่าวอีกว่า เมื่อถามว่าหลังจบมาตรการนี้แล้ว รัฐบาลควรทำอะไรต่อ พบว่าอันดับ 1 ร้อยละ 33.4 ต้องการให้ทำมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส ลดค่าครองชีพ” ต่อ อันดับ 2 ร้อยละ 17.9 ต้องการลดค่าไฟฟ้า น้ำมัน และพลังงาน อันดับ 3 ร้อยละ 15.5 ต้องการให้ช่วยเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย อันดับ 4 ร้อยละ 11.2 ต้องการให้แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน อันดับ 5 ร้อยละ 10.8 ต้องการให้สร้างงาน เพิ่มโอกาสให้คนไทยมีอาชีพและรายได้เสริม..

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img