“พริษฐ์” ตั้ง 4 ข้อพิรุธ อนุฯ กกต.ชุด 36 ปมฮั้ว สว. ชี้ผลวินิจฉัยค้านหลักฐาน ตั้งคำถามทำงานละเอียดพอหรือไม่

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

“พริษฐ์” เปิด 4 ข้อพิรุธการทำงานคณะอนุวินิจฉัยฯ กกต. ชุดที่ 36 คดีฮั้ว สว. ตั้งแต่ที่มา-กระบวนการทำงาน-แนววินิจฉัย จนถึงผลลัพธ์ หลังคณะไต่สวนชุดที่ 26 เห็นควรสั่งฟ้อง 229 คน แต่ชุดที่ 36 กลับเห็นว่าไม่มีผู้ใดควรถูกสั่งฟ้อง ตั้งคำถามเหตุใดมาตรฐานจึงแตกต่างกัน

เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงข้อพิรุธเกี่ยวกับการทำงานของคณะอนุวินิจฉัยฯ กกต. ชุดที่ 36 ในคดีเกี่ยวกับการทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยตั้งข้อสังเกตถึงความแตกต่างระหว่างการทำงานของคณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 กับคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36

นายพริษฐ์ กล่าวว่า กระบวนการของ กกต. เริ่มจากคณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 ซึ่งหลังพิจารณาพยานหลักฐานและข้อมูลต่าง ๆ แล้ว มีการสรุปความเห็นเห็นควรสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน จากนั้นเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาของเลขาธิการ กกต. โดยขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะอย่างชัดเจนว่า มีความเห็นควรสั่งฟ้องจำนวนเท่าใด แต่จากข้อมูลที่ได้รับทราบว่า รองเลขาธิการ กกต. มีความเห็นควรสั่งฟ้องอย่างน้อย 140 คน

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่คณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 กลับมีความเห็นว่า ไม่ควรสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาแม้แต่คนเดียว ซึ่งนายพริษฐ์มองว่าเป็นประเด็นที่ควรได้รับคำอธิบายอย่างชัดเจน

นายพริษฐ์ ระบุว่า พรรคประชาชนมีข้อสังเกตต่อการทำงานของคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 อย่างน้อย 4 ประเด็น

ข้อที่ 1 ที่มาและเหตุผลความจำเป็นในการตั้งคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36

นายพริษฐ์ กล่าวว่า แม้คณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 และคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 จะเป็นคณะพิเศษเช่นเดียวกัน แต่เหตุผลและน้ำหนักของความจำเป็นในการจัดตั้งแตกต่างกัน โดยกรณีชุดที่ 26 มีเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้ามาร่วม จึงมองว่าเป็นเหตุผลที่สามารถอธิบายความจำเป็นได้

ขณะที่เหตุผลที่ กกต. ชี้แจงต่อกรรมาธิการเกี่ยวกับการตั้งชุดที่ 36 คือ คณะทำงานทั้ง 35 ชุดเดิมมีภาระงานจำนวนมาก หากต้องรับผิดชอบคดีนี้ซึ่งมีความละเอียดและซับซ้อน จะยิ่งเพิ่มภาระ จึงจำเป็นต้องตั้งคณะเฉพาะขึ้นมา

นายพริษฐ์ตั้งคำถามต่อว่า หากเหตุผลคือการลดภาระงานของ 35 คณะดังกล่าว บุคคลทั้ง 7 คนที่ถูกดึงมาอยู่ในคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 มีภาระงานอยู่ใน 35 คณะเดิมหรือไม่ และมีรายชื่อทับซ้อนกันหรือไม่ ซึ่งยังไม่ได้รับข้อมูลจาก กกต. อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ หากเหตุผลในการตั้งคณะดังกล่าวมาจากความซับซ้อนของคดีและจำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ พรรคประชาชนก็คาดหวังว่าจะเห็นบุคลากรที่มีประสบการณ์เฉพาะทางเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบคดีลักษณะดังกล่าว แต่ที่ผ่านมา ยังไม่เห็นข้อมูลหรือหลักฐานที่ชัดเจนในประเด็นนี้

ข้อที่ 2 กระบวนการทำงานแตกต่างกันอย่างไร

นายพริษฐ์กล่าวว่า คณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 ระบุว่ามีการประชุมเกือบทุกวันในช่วงเดือน มี.ค.-ก.ค. 2568 รวมประมาณ 80 ครั้ง และมีเอกสารที่เกี่ยวข้องประมาณ 80,000-90,000 หน้า รวมถึงรวบรวมพยานหลักฐานจากทั้งสองฝ่ายและสอบพยานกว่า 700 คน ก่อนนำมาชั่งน้ำหนักและสรุปความเห็น

ขณะที่คณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 มีการประชุมในช่วงเดือน พ.ย. 2568-มี.ค. 2569 ประมาณ 20-30 ครั้ง แต่ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนต่อสาธารณะว่า ผลจากการพิจารณาถูกแปลงออกมาเป็นข้อมูลหรือเอกสารจำนวนเท่าใด

นายพริษฐ์กล่าวว่า จากข้อมูลที่ได้รับจากนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ทำให้เกิดคำถามว่าการทำงานของชุดที่ 36 อาจเป็นการนำข้อมูลที่ฝ่ายเลขาธิการรวบรวมจากการทำงานของชุดที่ 26 มาพิจารณา แล้วซักถามเพิ่มเติม ก่อนสรุปความเห็นหรือไม่

จึงยังเป็น “หลุมดำ” ในมุมของพรรคประชาชนว่า คณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ได้พิจารณาหลักฐานอย่างละเอียดรอบคอบในระดับใด เมื่อเปรียบเทียบกับการทำงานของชุดที่ 26

ข้อที่ 3 แนวทางวินิจฉัยและการตีความกฎหมาย

นายพริษฐ์กล่าวว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ รวมถึงข้อมูลจากหลายช่องทาง พบข้อสังเกตว่าการวินิจฉัยของชุดที่ 36 หลายประเด็นอาจดูสอดรับกับ “ธงทางการเมือง” หรือไม่

โดยเฉพาะการตั้งข้อสังเกตว่า คณะอนุวินิจฉัยฯ อาจใช้มาตรฐานในการพิจารณาหลักฐานในลักษณะที่ใกล้เคียงกับการทำหน้าที่ของศาล ทั้งที่ขั้นตอนของ กกต. ควรพิจารณาว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอให้น่าเชื่อได้หรือไม่ว่ามีการกระทำผิด เพื่อส่งเรื่องให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยต่อไป ไม่ใช่การพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัยในระดับเดียวกับการพิจารณาพิพากษาคดี

นายพริษฐ์ยังตั้งข้อสังเกตว่า การทำงานของชุดที่ 36 ในบางประเด็นอาจมีลักษณะพยายามตีตกหรือปฏิเสธพยานหลักฐานที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้จนสิ้นข้อสงสัย ทั้งที่ในมุมของพรรคประชาชนอาจมีน้ำหนักเพียงพอที่จะส่งให้ศาลเป็นผู้พิจารณา

นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตถึงแนวทางการตีความกฎหมายบางประเด็นที่อาจมีผลในการปกป้องนักการเมือง โดยเฉพาะนักการเมืองที่พรรคประชาชนเรียกว่า “นักการเมืองสีน้ำเงินเข้ม” ตั้งแต่ระดับรัฐมนตรี สส. ไปจนถึงผู้บริหารพรรค

รวมถึงการตั้งคำถามต่อแนวทางการวินิจฉัยที่อาจแยกเหตุการณ์หรือพฤติการณ์ต่าง ๆ ออกจากกัน ทั้งที่พรรคประชาชนมองว่าหลักฐานหลายส่วนมีความเชื่อมโยงและมีรูปแบบคล้ายคลึงกัน ซึ่งอาจสะท้อนถึงพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการเดียวกัน

ข้อที่ 4 ผลลัพธ์ของการพิจารณา

นายพริษฐ์กล่าวว่า ไม่ว่าจะวิเคราะห์ถึงที่มาและกระบวนการทำงานอย่างไร สิ่งที่มีน้ำหนักมากที่สุดคือผลลัพธ์ของคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ซึ่งมีความเห็นว่าไม่มีผู้ใดควรถูกสั่งฟ้อง

นายพริษฐ์มองว่า ผลดังกล่าวเป็นสิ่งที่ค้านกับหลักฐานบางส่วนที่ปรากฏต่อสาธารณะ และหากไม่ใช้ความคิดเห็นของสังคมเป็นตัวตั้ง แต่ใช้ “บรรทัดฐานของ กกต.” เป็นเกณฑ์ ก็ยังมีประเด็นให้ตั้งคำถาม

โดยยกตัวอย่างกรณีที่ กกต. เคยมีมติส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาในคดีที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีหลักฐานเป็นข้อความสนทนาผ่านแอปพลิเคชันไลน์เกี่ยวกับการขอแลกคะแนน แม้ไม่มีหลักฐานเรื่องเส้นเงินหรือการเสนอผลประโยชน์ในรูปแบบอื่น แต่ กกต. ก็มีการส่งเรื่องให้ศาล และมีคำพิพากษาว่ามีความผิด

อีกกรณีหนึ่งในจังหวัดชลบุรี มีข้อความผ่านไลน์ในลักษณะให้บุคคลมาจับคู่กัน ซึ่ง กกต. ก็มีการพิจารณาและส่งเรื่องไปยังศาล และมีคำพิพากษาในทำนองว่ามีความผิด

นายพริษฐ์จึงตั้งคำถามว่า หากที่ผ่านมา กกต. เคยใช้เพียงข้อความในแชทไลน์จำนวนไม่มากเป็นพยานหลักฐานเพียงพอในการส่งคดีไปยังศาล เหตุใดในคดีนี้ เมื่อมีหลักฐานจำนวนมาก รวมถึงหลักฐานเกี่ยวกับเส้นเงินในจังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงมีความเห็นว่าไม่ใช่หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต

นายพริษฐ์กล่าวสรุปว่า พรรคประชาชนมีข้อพิรุธต่อคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ที่มาของการจัดตั้ง กระบวนการทำงาน แนวทางการวินิจฉัย และผลลัพธ์

โดยเฉพาะการตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงต้องตั้งคณะดังกล่าวขึ้นมา เหตุใดกระบวนการทำงานจึงยังมีข้อมูลที่สาธารณะไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างละเอียด รวมถึงข้อสังเกตต่อแนวทางการตีความบางประการที่อาจดูสอดรับกับการปกป้องนักการเมือง และการปฏิเสธมองพฤติการณ์ต่าง ๆ ว่าเป็นขบวนการเดียวกัน

ทั้งนี้ นายพริษฐ์ย้ำว่า ประเด็นสำคัญที่สุดคือผลลัพธ์ที่คณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 มีความเห็นว่าไม่มีผู้ใดมีความผิดหรือควรถูกสั่งฟ้อง ซึ่งในมุมของพรรคประชาชนเห็นว่า ยังมีคำถามสำคัญว่าผลการวินิจฉัยดังกล่าวสอดคล้องกับน้ำหนักของพยานหลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณะเพียงใด

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img