“พนิดา” ตั้งคำถามปมข่าวโยกย้ายผู้บริหารและพนักงานสอบสวนดีเอสไอ ก่อน กกต.มีมติคดี 229 สว. วันที่ 14 ก.ย. หวั่นกระทบการดำเนินคดีและความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม จี้รัฐบาลตอบให้ชัด การโยกย้ายเป็นงานบริหารบุคคลตามปกติ หรือกำลังเปลี่ยนทิศทางคดีที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมือง
เมื่อเวลา 10.40 น. วันที่ 6 ก.ย. 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน กล่าวถึงไทม์ไลน์การดำเนินคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีการกระทำความผิดฐานอั้งยี่และฟอกเงินอันเนื่องมาจากการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงกระแสข่าวการโยกย้ายผู้บริหารและพนักงานสอบสวนดีเอสไอ ก่อนที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะมีมติชี้ขาดคดี 229 ราย
น.ส.พนิดา กล่าวว่า เมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2568 คณะกรรมการคดีพิเศษมีมติรับเรื่องดังกล่าวเป็นคดีพิเศษ และแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนจำนวน 41 คน โดยมี พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ เป็นหัวหน้าคณะ ซึ่งทำงานคู่ขนานกับคณะของ กกต. และมีการสอบปากคำพยานมากกว่า 700 ปาก รวมถึงรวบรวมพยานหลักฐาน ข้อมูลการสื่อสาร และภาพถ่ายต่างๆ
ต่อมาเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2568 มีการเปลี่ยนตัว รมว.ยุติธรรม เป็น พล.ต.ท.ยุทธพล เนาวรัตน์ ก่อนที่วันที่ 8 ธ.ค. 2568 ดีเอสไอจะสรุปสำนวนส่งอัยการคดีพิเศษ โดยระบุจากพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ว่ามีผู้กระทำความผิด 8 ราย
อย่างไรก็ตาม วันที่ 16 ม.ค. 2569 อัยการมีคำสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติม โดยเห็นว่าคดีมีลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรมขนาดใหญ่และมีความซับซ้อน มีผู้เกี่ยวข้องมากกว่า 1,200 คน แบ่งออกเป็น 7 กลุ่ม จึงไม่ควรดำเนินคดีเพียง 8 ราย
น.ส.พนิดา กล่าวว่า ระหว่างที่ดีเอสไออยู่ระหว่างสอบสวนเพิ่มเติม เกิดความเคลื่อนไหวด้านบุคลากรหลายครั้ง โดยวันที่ 7 ก.ค. 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติสั่งย้ายปลัดกระทรวงยุติธรรมไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ก่อนปลัดกระทรวงยุติธรรมจะลาออก และวันที่ 26 ส.ค. 2569 นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เข้ารับตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม
จากนั้นเพียง 2 วัน น.ส.พนิดาระบุว่า มีคำสั่งสำคัญ 2 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรในคดี โดยหนึ่งในนั้นเป็นคำสั่งสอบวินัย พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม โดยไม่ได้มีคำสั่งสอบข้อเท็จจริงก่อน ซึ่ง น.ส.พนิดา ระบุว่า พ.ต.ต.ณฐพล มีบทบาทเกี่ยวข้องกับหลายคดีสำคัญ รวมถึงคดีที่ดินเขากระโดง คดีพื้นที่สาธารณะเขากระโดง คดีการใช้ถนนสาธารณะเป็นรันเวย์สนามบินและสนามกอล์ฟขนงพระ จ.นครราชสีมา และคดีที่เกี่ยวข้องกับการบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมในคดีแตงโม
ส่วนอีกประเด็นคือ การโยกย้ายพนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบคดีอั้งยี่-ฟอกเงินจากกรณีการเลือก สว. ไปปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายอำนวยการ
น.ส.พนิดา กล่าวต่อว่า วันที่ 3 ก.ย. 2569 มีข่าวว่าจะมีการโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของดีเอสไอ โดยหนึ่งในรายชื่อที่ปรากฏคือ พ.ต.ท.อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ รองอธิบดีดีเอสไอ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะพนักงานสอบสวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงินจากการเลือก สว. และเป็นหนึ่งในพนักงานสอบสวนดีเอสไอ 3 คนที่เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ของ กกต. ซึ่งมีมติสั่งฟ้อง 229 รายที่เข้าข่ายกระทำความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.
โดยมีกระแสข่าวว่าอาจถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมบังคับคดี น.ส.พนิดาจึงตั้งข้อสังเกตว่า การโยกย้ายดังกล่าวเป็นเพียงการบริหารงานบุคคลตามปกติ หรืออาจมีผลต่อทิศทางของคดีที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมือง
ขณะเดียวกัน ยังมีกระแสข่าวว่า พ.ต.ต.ยุทธนา อธิบดีดีเอสไอ ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนในคดีอั้งยี่-ฟอกเงินจากการเลือก สว. อาจถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมคุมประพฤติ ขณะที่ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดชุดที่ 36 ของ กกต. และมีมติยกคำร้อง 229 ราย อาจถูกโยกย้ายมาดำรงตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอแทน
น.ส.พนิดา ยังตั้งข้อสังเกตถึงความสัมพันธ์ในสายการบังคับบัญชา โดยระบุว่า หนึ่งใน 229 รายที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดและเป็น สว.ปัจจุบัน คือ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร ซึ่งเคยเป็นผู้บังคับบัญชาของ พล.ต.ท.ยุทธพล ขณะรับราชการตำรวจใน จ.บุรีรัมย์ ขณะที่ พล.ต.ท.ยุทธพลก็เป็นผู้บังคับบัญชาของ ร.ต.อ.ปิยะ
น.ส.พนิดา กล่าวว่า จึงเกิดคำถามว่าการแต่งตั้งโยกย้ายบุคลากรในช่วงเวลานี้เกี่ยวข้องกับการเตรียมรองรับมติ กกต.ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 14 ก.ย. 2569 หรือไม่
“เรากำลังตั้งคำถามว่า การแต่งตั้งโยกย้ายคนในครั้งนี้เป็นไปเพื่อบริหารงานบุคคลตามปกติ หรือกำลังพยายามที่จะกำหนดทิศทางคดีที่เกี่ยวข้องกับสีน้ำเงิน”
น.ส.พนิดา กล่าวอีกว่า หาก กกต.มีมติว่า 229 รายไม่มีความผิด ก็อาจเกิดคำถามตามมาว่า ดีเอสไอจะดำเนินการกับคดีที่อยู่ในมืออย่างไร เพราะคดีของ กกต.และดีเอสไอเป็นความผิดคนละฐาน โดย กกต.รับผิดชอบประเด็นตามกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ขณะที่ดีเอสไอดำเนินคดีในประเด็นอั้งยี่และฟอกเงิน
อย่างไรก็ตาม หาก กกต.มีมติสั่งฟ้องไม่ว่าจะเป็นจำนวนกี่ราย ก็เกิดคำถามต่อว่า ใครจะเป็นผู้ไปเบิกความในคดีดังกล่าว หากพนักงานสอบสวนดีเอสไอที่ร่วมทำคดีและร่วมเป็นคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ถูกโยกย้ายออกไปทำหน้าที่อื่น
น.ส.พนิดา จึงเรียกร้องให้รัฐบาลและผู้มีอำนาจชี้แจงให้ชัดเจนว่า บุคลากรที่จะทำหน้าที่ในกระบวนการต่อจากนี้ยังเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการทำคดีมาตั้งแต่ต้นหรือไม่ พร้อมตั้งคำถามถึงเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของคดี
“อยากชวนทุกคนตั้งคำถามใหญ่ไปให้ถึงผู้มีอำนาจ ไปถึงรัฐมนตรี ไปถึงรัฐบาล ไปถึงนายกรัฐมนตรี ว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า คือการไล่ล่าคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคณะไต่สวนชุดที่ 26 หรือไม่ และกำลังปูนบำเหน็จให้กับคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอนุกรรมการวินิจฉัยและชี้ขาดชุดที่ 36 ที่บอกว่า 229 คนไม่มีความผิดหรือไม่”
น.ส.พนิดา กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้กระทบเฉพาะชะตากรรมของบุคคลทั้ง 229 ราย แต่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม จึงไม่ต้องการเห็นดีเอสไอหรือกระบวนการยุติธรรมถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมือง หรือถูกใช้เป็นเครื่องมือในการยุติคดีใดคดีหนึ่ง
“อย่าให้ใครเอาดีเอสไอไปรับใช้การเมือง อย่าให้มีใครเอากระบวนการยุติธรรมที่ควรจะศักดิ์สิทธิ์ ยึดมั่นบนหลักการ และเป็นที่พึ่งของประชาชน ไปเป่าคดีของตัวเอง” น.ส.พนิดา กล่าว



















