คกก.โรคติดต่อ เคาะ 4 โรคติดต่อต้องเฝ้าระวัง ‘ลีเจียนแนร์-ไข้ร่วมภาวะเกล็ดเลือดต่ำรุนแรง -อาร์เอสวี-งูสวัด พร้อมยกเลิกการกักตัวคุมอีโบลาในคนที่เดินทางมาจากยูกันดา
เมื่อวันที่ 18 ก.ย.69 ที่กรมควบคุมโรค นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติว่า คณะกรรมการฯเห็นชอบ (ร่าง) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง (ฉบับที่…) พ.ศ….. โดยเป็นการเพิ่ม 4 โรคให้เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง คือ โรคลีเจียนแนร์ โรคไข้ร่วมกับภาวะเกล็ดเลือดต่ำชนิดรุนแรง หรือโรคเอสเอฟทีเอส(SFTS) โรคติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจจากเชื้ออาร์เอสวี และโรคงูสวัด
นายพัฒนา กล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังได้มีมติยกเลิกการกักตัวของผู้ที่เดินทางมาจากประเทศยูกันดาสำหรับโรคอีโบลา แต่ยังคงให้กักตัวผู้ที่เดินทางหรือมีประวัติการเดินทางมาจากประเทศดีอาร์คองโก เนื่องจากองค์การอนามัยโลก ได้พิจารณาและตรวจสอบแล้วว่า ประเทศยูกันดาไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในระยะเวลา 42 วัน ซึ่งเป็น 2 เท่าของระยะฟักตัว 21 วัน ประเทศไทยจึงพิจารณายกเลิกการกักตัวตามข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลก
“ปัจจุบันในไทยยังมีคนที่เดินทางมาจากประเทศยูกันดาและอยู่ระหว่างการกักตัวประมาณ 5-6 คน ซึ่งจะกักตัวจนครบกำหนด 21 วัน และน่าจะหมดจากประเทศยูกันดา ประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วยแต่อย่างใด”นายพัฒนากล่าว
นอกจากนี้ ยังมีมติในเรื่องการเชื่อมโยงข้อมูลการฉีดวัคซีน เนื่องจากมีการฉีดวัคซีนจำนวนมาก แต่การรายงานกลับเข้ามายังมีไม่มาก โดยเฉพาะในส่วนของโรงพยาบาลเอกชน คลินิกภาค เอกชนยังมีค่อนข้างน้อย เมื่อมีมติคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติออกมา ก็จะส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ซึ่งคอยกำกับดูแลสถานบริการ เอกชน เพื่อขอความร่วมมือและปรับระเบียบให้มีการรายงาน
“มีหน่วยบริการ 10,000 กว่าแห่ง แต่มีรายงานการให้วัคซีนเข้ามาราวครึ่งหนึ่ง ทั้งที่มีการลง ฉีดวัคซีนค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นเรื่องดี แต่การรายงานข้อมูลกลับเข้ามาน้อย ก็อาจจะทำให้การ วางแผนต่อเนื่องไปในอนาคตไม่แม่นยำเท่าที่ควร จึงต้องขอความร่วมมือในการรายงานและปรับกระบวนการทำงาน”นายพัฒนากล่าว

นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) กล่าวว่า การรวบรวมข้อมูลสถิติการฉีดวัคซีนยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร จากการทบทวนข้อมูลการฉีดวัคซีนในชุดสิทธิประโยชน์สำหรับเด็ก พบว่า จากหน่วยบริการทั้งหมดประมาณ 12,000 แห่ง )มีการส่งข้อมูลกลับมาเพียงประมาณ 5,000 กว่าแห่งเท่านั้น เหตุการณ์นี้ทำให้ข้อมูลความครอบคลุมการฉีดวัคซีนของประเทศไทยต่ำกว่าความเป็นจริง จึงมีมติให้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาบริหารจัดการเรื่องนี้โดยเฉพาะ และใช้อุปกรณ์ทางกฎหมายประสานให้ทุกหน่วยบริการส่งข้อมูลการฉีดวัคซีนกลับมายังกระทรวงสาธารณสุข
ด้านนพ.วิชาญ บุญกิติกร ผอ.กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กล่าวว่า การที่เพิ่มโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังอีก 4 โรคดังกล่าว เนื่องจากทางวิชาการได้ทบทวนข้อมูลในหลายมิติแล้ว เห็นว่ามีความสำคัญในเชิงสาธารณสุข จึงจำเป็นต้องมีการจัดเก็บและควบคุมข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อนำเสนอและจัดทำมาตรการเพิ่มเติม โดยนำทั้ง 4 โรคนี้เข้าสู่กระบวนการเป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวัง
ทั้งนี้ จะส่งผลดีทำให้ประเทศไทยจะมีข้อมูลสำหรับนำมาวิเคราะห์ เพื่อดำเนินมาตรการและจัดทำมาตรการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้ง เป็นการส่งสัญญาณเตือนให้หน่วยบริการและแพทย์ปฏิบัติตนด้วยความตื่นตัว (alert) และเพิ่มการเฝ้าระวังมากขึ้น และช่วยให้ห้องปฏิบัติการหรือห้องแล็บพัฒนาศักยภาพการตรวจให้กระทำได้ง่ายขึ้น.



















