“เอกภพ” โฆษกรัฐบาล ชี้แจงกระแสคัดค้านการแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ สสส. ไทยพีบีเอส กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ยืนยันผู้ผลิตและผู้นำเข้าสุรา-ยาสูบยังต้องเสียภาษีสรรพสามิตตามเดิม ระบุสิ่งที่เสนอเปลี่ยนคือกลไกการจัดสรรเงิน ไม่ใช่การยกเลิกภาษี พร้อมย้ำร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับยังอยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็น
เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่ข้อความคัดค้านการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ไทยพีบีเอส กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่า การปรับระบบเงินจากสุราและยาสูบอาจเอื้อประโยชน์แก่บริษัทสุราและยาสูบ และทำให้ทั้ง 4 หน่วยงานและกองทุนสูญเสียรายได้
นายเอกภพระบุว่า การนำเสนอในลักษณะดังกล่าวอาจทำให้ประชาชนเข้าใจสาระสำคัญของร่างกฎหมายคลาดเคลื่อน เนื่องจาก ผู้ผลิตและผู้นำเข้าสุราและยาสูบยังคงมีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตตามกฎหมายเช่นเดิม โดยสิ่งที่เสนอให้เปลี่ยนแปลงไม่ใช่การยกเลิกภาษี แต่เป็นการปรับเปลี่ยนกลไกการจัดสรรเงิน
จากเดิมที่กฎหมายเฉพาะกำหนดให้จัดเก็บและนำส่งเงินเพื่อเป็นรายได้ขององค์กรหรือกองทุนโดยตรง จะปรับไปใช้แหล่งรายได้และกลไกทางการเงินตามที่กำหนดไว้ในร่างกฎหมายแต่ละฉบับ รวมถึงการจัดสรรผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปี
นายเอกภพกล่าวว่า “เงินไม่ได้หายไปไหน และไม่ได้เสนอให้เลิกเก็บภาษี” แต่เป็นการเปลี่ยนกลไกการจัดสรรเงิน เพื่อให้เงินของรัฐเข้าสู่ระบบการคลัง และอยู่ภายใต้กระบวนการพิจารณางบประมาณ รวมถึงการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ
โฆษกรัฐบาลยังย้ำว่า ร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ ยังอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นและยังไม่มีผลใช้บังคับ อีกทั้งไม่ได้มีสาระเป็นการยุบ สสส. ไทยพีบีเอส กองทุนผู้สูงอายุ หรือกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และไม่ได้ยกเลิกภารกิจของหน่วยงานและกองทุนดังกล่าว
สำหรับข้อกล่าวหาว่าการปรับระบบดังกล่าวเป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทสุราและยาสูบ นายเอกภพระบุว่า ผู้ประกอบการยังคงมีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตตามกฎหมายเช่นเดิม ขณะที่ข้อเสนอในร่างกฎหมายเป็นการปรับกลไกเงินบำรุงและแหล่งรายได้ของหน่วยงานและกองทุน จึงไม่ควรตีความว่าเป็นการยกเลิกภาษี หรือยกเลิกภารกิจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ โฆษกรัฐบาลระบุว่า การปรับแก้กฎหมายมีเป้าหมายเพื่อจัดระบบการเงินการคลังให้มีมาตรฐานเดียวกัน โดยมุ่งให้การใช้เงินสาธารณะมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ มีวินัยทางการเงินการคลัง และเกิดผลสัมฤทธิ์ต่อประชาชน ขณะที่หน่วยงานและกองทุนทั้ง 4 แห่งยังคงดำเนินภารกิจตามกฎหมายต่อไป



















