นายกฯเปิดประชุมใหญ่IMF-World Bank ชู“ขอบฟ้าใหม่ไทย”เชื่อมเศรษฐกิจโลก

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

นายกรัฐมนตรีเปิดการประชุมใหญ่ประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569 ย้ำโลกเผชิญความเปลี่ยนแปลงทั้งเทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ และสภาพภูมิอากาศ ชี้ความร่วมมือระหว่างประเทศต้องเชื่อมโยงเงินทุน เทคโนโลยี และทักษะประชาชน เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่ทั่วถึง

เมื่อเวลา 09.15 น. วันที่ 16 ต.ค. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมใหญ่ประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ประจำปี 2569 (Annual Meeting Plenary) โดยมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้าร่วม

นายอนุทินกล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยเป็นจุดนัดพบของผู้คนและวัฒนธรรมมายาวนานนับศตวรรษ ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นราชธานีเดิมและศูนย์กลางการค้าและการทูตที่รุ่งเรือง เชื่อมโยงโลกตะวันออกกับโลกตะวันตก สยามเติบโตขึ้นจากการเชื่อมโยงกับนานาประเทศ และจิตวิญญาณดังกล่าวยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

ในปี 2534 ประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในลักษณะเดียวกัน ท่ามกลางกระแสโลกที่กำลังมุ่งสู่การบูรณาการทางเศรษฐกิจ และในอีก 35 ปีต่อมา ไทยได้กลับมาต้อนรับประชาคมโลกอีกครั้ง ณ ศูนย์การประชุมแห่งนี้ ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

นายอนุทินกล่าวว่า ในอดีตเครื่องส่งแฟกซ์เคยเป็นสัญลักษณ์ของความรวดเร็วในการสื่อสาร แต่ปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงกิจกรรมและวิถีชีวิตของผู้คน ขณะเดียวกัน การแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ก็ส่งผลต่อทิศทางการค้าและการลงทุน ส่วนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกลายเป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญของโลก ซึ่งล้วนเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทุกประเทศต้องร่วมกันรับมือ

สำหรับหัวข้อการประชุม “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” หรือ “ขอบฟ้าใหม่ของประเทศไทย: เสริมพลังประชาชน สร้างความสามารถในการรับมือและปรับตัว” สะท้อนถึงอนาคตของประเทศไทยและประชาคมโลก โดยมุ่งสร้างความเชื่อมโยงที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจ เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีและแหล่งเงินทุน ตลอดจนส่งเสริมการเรียนรู้ระหว่างกัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า ในช่วงเวลาสำคัญนี้ การหารือในระดับนานาชาติมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อร่วมกันจัดการกับความท้าทายของโลก แม้สถานการณ์จะเปลี่ยนไปจากอดีต แต่ภารกิจสำคัญยังคงเดิม คือการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างประเทศและภูมิภาค เชื่อมโยงเงินทุนกับโอกาส ตลอดจนเชื่อมโยงเทคโนโลยีกับศักยภาพของประชาชน

พร้อมระบุว่า การสร้างความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยให้ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคสามารถเชื่อมโยงกับประชาคมโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เปิดโอกาสด้านการค้า การลงทุน และการพัฒนาร่วมกัน โดยความเชื่อมโยงนั้นต้องส่งผลถึงประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการสนับสนุนให้ธุรกิจเติบโต การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสร้างโอกาสเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมสร้างหลักประกันให้ชุมชนและประชาชนสามารถมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ

นายอนุทินกล่าวอีกว่า ประเทศไทยพร้อมร่วมมือกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ธนาคารโลก (World Bank) และหุ้นส่วนจากนานาประเทศ เพื่อเปลี่ยนการเจรจาหารือให้เป็นความร่วมมือ เปลี่ยนเงินทุนให้เป็นโอกาส และทำให้การตัดสินใจจากการประชุมครั้งนี้นำไปสู่โอกาสทางเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน

นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อหลายศตวรรษก่อน กรุงศรีอยุธยาเคยเป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงประเทศไทยเข้ากับโลก ขณะที่กรุงเทพมหานครในวันนี้จะทำหน้าที่เชื่อมโยงประเทศต่าง ๆ ด้วยเป้าหมายร่วมกัน เพื่อให้เศรษฐกิจโลกตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนทุกประเทศ พร้อมแสดงความหวังว่าผลลัพธ์จากการประชุมครั้งนี้จะสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาคมโลก และกล่าวว่า “เราจะได้เจอกันอีกในอีก 35 ปี”

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img