ณ เวลานี้ เชื่อได้ว่า เกมการเมืองคงจะใกล้สะเด็ดน้ำกันเต็มแก่ เพื่อปิดจบ ตัดทาง คนที่ไม่ถูกเลือก เพื่อให้ประเทศนี้เดินหน้าได้ต่อไป
หากยังมาจมกับปัญหาเดิม ๆ เรื่องเดิม ๆ ประเทศชาติก็ไม่ไปถึงไหน แถมยังเป็นการอวดฝีมือให้เห็นกันอีกต่างหาก ว่า รัฐบาลชุดใหม่ต้องฝ่าฟันเพื่อหาทางเดินต่อไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหา ที่ติดหลัง ปัญหาที่อยู่คู่เมืองไทย มาโดยตลอดอย่างเรื่องของ “ทุนเทา” ที่ฝีแตก กลายเป็นหนองเน่าเฟะ บั่นทอนความเชื่อมั่นในตัวนักการเมือง ในตัวองค์กร ในตัวรัฐบาล
ที่สำคัญ!! ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา แต่ละพรรคการเมืองกอดคอประกาศกร้าวไม่เอาทุนเทากันทุกพรรค แบบว่า “มีเทา ไม่มีเรา” อะไรเทือกนี้ อย่างที่เห็นกันอย่างดาษดื่นในช่วงหาเสียง
แต่พอถึงเวลา ที่เข้ามานั่งบริหารประเทศ นี่สิ… สิ่งที่หาเสียงไว้จะเกิดขึ้นแค่ไหน? มากน้อยอย่างไร? ก็ต้องมาจับตาดูกันว่าคะแนนที่ให้ไปจะ “เสียของ” หรือเปล่า

ทุกวันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสงครามเศรษฐกิจยุคใหม่ ที่มาจากเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์และทุนเทา ล่าสุดในปีที่แล้ว มีข้อมูลเปิดเผยไว้ว่า ไทยเสียหายจากเรื่องนี้ไปไม่น้อยกว่า 25,000 ล้านบาท จากคดีหลอกลวงออนไลน์กว่า 3.23 แสนคดี…เลยทีเดียว แต่เยียวยาเหยื่อได้เพียง 1% เท่านั้น
ปัญหานี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของคนถูกหลอก แต่มาจากบรรดาทุนเทาเข้ามาฟอกเงินผ่าน “นอมินี” เพื่อทำธุรกิจในไทย ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยที่ทำธุรกิจอย่างตรงไปตรงมาต้องล้มตาย เพราะสู้ต้นทุนและอิทธิพลผิดกฎหมายไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ “ผู้บริหารประเทศ” ได้เอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ไม่น้อย โดยพยายามขับเคลื่อนองคาพยพทั้งหมดให้ไปในทิศทางเดียวกัน มีเป้าหมายเดียวกันที่ต้องเข้าไปแก้ไขปัญหาเรื่อง “ทุนเทา” นี้ให้ได้
เพราะหากไม่หยุด! ไม่ปราบให้สิ้นซาก บรรดาเครือข่ายทั้งของ “ทุนเทา” และ “นอมินี” ก็จะเข้า “ยึดอำนาจรัฐ” ด้วยการจ่ายสินบนให้กับบรรดานักการเมือง รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูง

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการแบงก์ชาติ เอง ก็เตรียม “งัดกฎเหล็กคุมการเบิกการถอนเงินสดของประชาชน” ที่เข้ามาดำเนินธุรกรรมกับสถาบันการเงิน ตั้งแต่ 5 ล้านบาท ขึ้นไป
รายละเอียดก็คือ ใครก็ตาม…ที่จะถอนเงินสด หรือจะฝากเงินสดกับสถาบันการเงิน ที่อยู่ในกำกับดูแลของแบงก์ชาติ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องแจ้งที่ไปที่มาของเงินสดให้ชัดเจน โดยสถาบันการเงินต้องซักไซ้ไล่เลียงกับลูกค้าอย่างละเอียดยิบ
เป้าหมายใหญ่ของ “แบงก์ชาติ” ก็เพื่อต้องการ “สกัดกั้นเส้นทางการฟอกเงินและปราบปรามธุรกรรมสีเทา!” เพื่อสนองตอบนโยบายของรัฐบาล เบื้องต้นก็คาดว่าภายในต้นเดือนมี.ค.นี้ ก็น่าจะออกประกาศอย่างเป็นรูปธรรมได้ และจะเริ่มดำเนินการของฝั่งของการถอนเงินสดก่อน
มาตรการคุมเงินสดครั้งนี้ จะทำให้การทำธุรกรรมด้วยเงินสดจำนวนมากไม่ใช่ง่าย ๆ อีกต่อไป!!
บรรดาแบงก์พาณิชย์มีหน้าที่ต้องสอบถามลูกค้า จะนำเงินสด 5 ล้านบาท นั้นไปทำอะไร? สุจริตหรือไม่ ? หากเป็นบุคคลธรรมดาแต่ไม่มีเหตุผลที่สมควรมาอธิบาย แบงก์ก็มีสิทธิ์สั่งเบรกและจำกัดการเบิกถอนนั้นทันที
มาตรการคุมเงินสดนี้ ไม่ได้จำกัด อยู่ที่ฟากของการถอนเงินสดเท่านั้น แต่จะดำเนินการในฟากของการฝากเงินด้วย โดยลูกค้าก็ต้องตอบให้ได้ว่านำเงินก้อนนี้มาจากไหน
ขณะเดียวกัน เมื่อบรรดาลูกค้าของสถาบันการเงินหายตกอก-ตกใจกันแล้ว เข้าใจแนวทางปฏิบัติกันแล้ว ก็อาจปรับลดวงเงินลงไปเหลือเพียง 3 ล้านบาท ในอีกไม่ช้าไม่นาน เพื่อให้ครอบคลุมและอุดช่องโหว่ได้สนิทมากขึ้น
เรื่องราวที่ “แบงก์ชาติ” เข้ามา “คุมเงินสด” นี้ ถือเป็นเพียงหนึ่งในจิ๊กซอว์ของการล้างบาง “เงินเทา” ที่ “แบงก์ชาติ” ได้ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง
ก่อนหน้านี้ “แบงก์ชาติ” ได้ปิดช่องโหว่มาแล้วหลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดเพดานรับซื้อเงินดอลลาร์ ไม่เกิน 8 แสนบาทต่อวันต่อราย หรือการออกคำสั่งให้ร้านทองต้องรายงานข้อมูลการซื้อขายทั้งในและต่างประเทศอย่างเข้มงวด

ส่วนมาตรการต่อไป… ก็ต้องไปจับตาดูในเรื่องของ “เงินดิจิทัล” ที่แบงก์ชาติกำลังติดตามและดูในรายละเอียดเส้นทางของบรรดาเงินดิจิทัลทั้งหมด
ทั้งหลายทั้งปวง… ก็เพื่อปิดทางหนีทีไล่ของ “กลุ่มทุนเทา” ให้หมดไปจากประเทศ!!
แต่การจะดำเนินการในเรื่องนี้ หาก “แบงก์ชาติ” ตีอกออกศึกอยู่เพียงฝ่ายเดียว ความตั้งใจดี ก็อาจเปล่าประโยชน์ หากหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ยังนิ่งเฉย ไม่เอาจริงเอาจัง ทำแค่ผักชีโรยหน้า
หรือบรรดาการเมือง ที่มีอำนาจ หากทำแค่ปากว่า…ตาขยิบ ความตั้งใจของคนดี ๆ ก็ไม่มีความหมาย!!
…………….
คอลัมน์ : EC Focus by Virgo



















