เอาจริง ๆ ณ เวลานี้ ประเทศไทยก็เหมือนตกอยู่ในสภาพความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก โดยเฉพาะสารพัดปัญหาเศรษฐกิจ
ทุกวันนี้…รัฐบาลก็ระดมสมองสุดกำลังที่จะหาทุกวิถีทาง ขึ้นมาค้ำยันเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปให้ได้ เพราะหนทางข้างหน้า ไม่มีอะไรแน่นอน!
ที่สำคัญ! หากไร้ฝีมือ ปลุกความเชื่อมั่นให้คนทั้งประเทศไม่ได้ สุดท้ายก็หนีไม่พ้น ที่ “เก้าอี้รัฐบาล” ย่อมสั่นคลอน อยู่ต่อไม่ได้ เพราะแก้ปัญหาให้คนทั้งประเทศไม่ได้
เอาเป็นว่า “รัฐบาลอนุทิน 2” เพิ่งผ่านมาได้ 2 เดือนเศษ จะเรียกร้องเอาความสำเร็จอะไรนักหนา แถมโลกยังมีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และยังเป็นความเปลี่ยนแปลงที่คาดเดาอะไรไม่ได้ ได้แต่ “ตั้งรับ”
ทุกวันนี้ หลายฝ่ายต่างหยิบยกกระแส “ขาดดุลแฝด” ขึ้นมาเป็นที่ถกเถียง ว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมาก-น้อยขนาดไหน เพราะทั้ง ดุลการค้า และ ดุลบัญชีเดินสะพัด ของไทย เวลานี้ อยู่ในสภาพ “ขาดดุล”
โดยเฉพาะ “ดุลการค้า” ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงพาณิชย์ ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า ไทยกำลังเผชิญภาวะการขาดดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ด้วยมูลค่ากว่า 3.2 แสนล้านบาท ในเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา
แม้ภาพรวมสินค้าอุตสาหกรรมบางตัว จะสามารถส่งออกได้ดี แต่โครงสร้างการส่งออกของไทย ส่วนใหญ่ยังผูกติดอยู่กับสินค้าโลกเก่า ในทางกลับกัน ไทยกลับต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน ท่ามกลางราคาที่สูงลิบลิ่ว รวมทั้งการนำเข้าวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูป และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์

เมื่อดุลการค้าซึ่งเป็นฐานใหญ่ติดลบ ย่อมลามไปถึง “ดุลบัญชีเดินสะพัด” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดย “แบงก์ชาติ” ระบุว่า ในเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ เช่นกัน โดยขาดดุลสูงถึง 7,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดนี้ ถือเป็นการทำลายสถิติที่เคยขาดดุลสูงสุดเมื่อเดือนเม.ย.ปี 56 ที่ขาดดุลมากถึง 4,100 ล้านดอลลาร์ ท่ามกลางการทำนโยบายการคลังแบบขาดดุลงบประมาณมานานราว 20 ปีติดต่อกัน
ทั้ง “แบงก์ชาติ” และ “กระทรวงการคลัง” ออกมาย้ำว่า ภาวะการขาดดุลแฝดที่เกิดขึ้น จะยังไม่ใช่สิ่งที่น่ากังวลมากนัก เพราะเป็นเหตุการณ์ชั่วคราว ไม่ใช่ปัญหาเชิงโครงสร้าง
ที่สำคัญ! เช่นนี้ ไม่ใช่เพิ่งเกิด แต่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น โดยยืนยันชัดเจนว่า ไม่ใช่สัญญาณวิกฤต แต่เป็นภาพสะท้อนของเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนผ่านโครงสร้าง
ทั้งจากการลงทุนโดยตรงเชิงคุณภาพ การปรับตัวของภาครัฐต่อความเสี่ยงเศรษฐกิจขาลง และแรงกดดันด้านราคาพลังงานที่เป็นปัจจัยชั่วคราว
ตราบใดที่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศยังแข็งแกร่ง ดุลการชำระเงินโดยรวมยังเป็นบวก และกระแสการลงทุนโดยตรงหรือเอฟดีไอ ยังไหลเข้าต่อเนื่อง
ดังนั้น… ในเรื่องของความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตค่าเงินหรือวิกฤติดุลการชำระเงิน ยังคงอยู่ในระดับต่ำ!

แม้ในเชิงวิชาการ หน่วยงานของภาครัฐ อาจมีเหตุผลที่แสดงให้เห็นว่าการขาดดุลแฝดที่เกิดขึ้น ยังไม่มีผลต่อเศรษฐกิจไทยโดยตรง
แต่ในเชิงของจิตวิทยา ก็ปฎิเสธไม่ได้เช่นเดียวกันว่า การขาดดุลแฝดครั้งนี้จะไปตกอยู่กับ “ค่าเงินบาท” ที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลง แม้เป็นผลดีต่อการส่งออก
แต่ในะระยาว ก็คือตั๋วเที่ยวเดียวที่นำเข้า “ภาวะเงินเฟ้อ” ผ่านราคาน้ำมันและวัตถุดิบนำเข้าที่แพงขึ้น ซึ่งจะย้อนกลับมาซ้ำเติมค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนของผู้ประกอบการในประเทศ
ขณะเดียวกันก็ต้องจับตามองว่า “คุณภาพ” และ “องค์ประกอบของสินค้าที่นำเข้ามา” และสิ่งที่จะส่งออกได้ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า จะนำไปสู่โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งกว่าเดิม
รวมไปถึงเรื่องของ “ค่าเงิน” ที่สะท้อนความเป็นจริงของเศรษฐกิจมากขึ้น ที่อาจเป็นต้นทุนที่จ่ายแล้วคุ้มค่า กับการก้าวกระโดดไปข้างหน้าของประเทศไทย
เรื่องของการ “ขาดดุลแฝด” ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขทางบัญชีที่ติดลบ แต่คือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนว่า “ไทยกำลังกินทุนเก่า” และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกอย่างน่ากลัว!
…………………………………..
คอลัมน์ : EC Focus by Virgo



















