วันพฤหัสบดี, พฤษภาคม 30, 2024
หน้าแรกCOLUMNISTS“มั่นคง”ชี้เมียนมากำลังเผชิญความท้าทายร้ายแรง
- Advertisment -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

“มั่นคง”ชี้เมียนมากำลังเผชิญความท้าทายร้ายแรง

สถานการณ์ชายแดนไทย-เมียนมาเฝ้าระวัง ฝ่ายความมั่นคงหวั่น “เมียนมา” กำลังเผชิญความท้าทายทางทหารครั้งร้ายแรงที่สุดต่อความมั่นคง นับตั้งแต่ฝ่ายทหารยึดอำนาจในปี 2564  

@@@…….สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่าน พบกันทุกวันเสาร์กับคอลัมน์ “Military Key” ทางเว็บไซต์ https:// thekey.news ซึ่งตรงกับวันเสาร์ที่  18 พ.ย. 2566 ช่วงนี้ดูเหมือนว่าสถานการณ์ชายแดนไทย-เมียนมาต้องเฝ้าระวัง ซึ่ง รัฐบาลเมียนมา กำลังเผชิญกับความท้าทายร้ายแรงที่สุด นับแต่การรัฐประหารในปี 2564 เป็นต้นมา หลังกำลังฝ่ายต่อต้านโจมตี ยึดเมือง และฐานของทหารที่สำคัญหลายแห่งไว้ได้ ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

@@@…….การเปิดฉากโจมตีอย่างน่าประหลาดใจของกลุ่มติดอาวุธชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์พม่าหลายกลุ่มได้ปิดกั้นถนนสายสำคัญทางยุทธศาสตร์ 2 แห่งไปจีน ที่เป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของประเทศ ทำให้การค้าข้ามพรมแดนหยุดชะงัก และกระทบรายได้ภาษี และการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของรัฐบาลทหาร ทั้งนี้ การสู้รบได้ลุกลามทั่วรัฐชานตอนเหนือมาเป็นเวลากว่า 2 สัปดาห์แล้ว ส่งผลให้มีผู้พลัดถิ่นเกือบ 50,000 คน ตามการระบุของสหประชาชาติ และถือเป็นความท้าทายทางทหารครั้งร้ายแรงที่สุดต่อความมั่นคง และเสถียรภาพของเมียนมา นับตั้งแต่ฝ่ายทหารยึดอำนาจในปี 2564 

@@@…….การปิดกั้นเส้นทางคมนาคมสำคัญ กำลังส่งผลให้ราคาสินค้าในตลาดสูงขึ้น และขัดวางความสามารถของรัฐบาลทหารในการส่งกำลังเข้ารับมือกับการโจมตี จนถึงปัจจุบัน สรุปยอดผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียน มา (ผภสม.) พื้นที่ปลอดภัย ชั่วคราว ในพื้นที่ อ.แม่สะเรียง และ อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน จํานวน 4 แห่ง มียอดเดิมรวมจํานวน 2,153 คน เป็นชาย 1,125 คน และหญิง 1,028 คน สมัครใจเดินทางกลับ จํานวน 82 คน เป็นชาย 46 คน และหญิง 36 คน คงเหลือยอดผู้หนีภัย จํานวน 2,071 อย่างไรก็ตาม หากการสู้รบยังคงรุนแรงต่อเนื่องต่อไป คาดว่า ยอดผู้หนีภัยการสู้รบ อาจเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า ซึ่งจะกระทบต่อความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย – เมียนมา ที่น่ากังวลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

@@@…….การเตรียมการช่วยเหลือคนไทยจากเมืองเชียงตุง ประเทศเมียนมา กลับสู่ประเทศไทย จากสถานการณ์ความขัดแย้งในประเทศเมียนมา ในพื้นที่ทางตอนเหนือของรัฐฉาน ส่งผลให้ คนไทยที่เดินทางไปทํางานในพื้น ที่ดังกล่าว ได้รับผลกระทบและเกิดความไม่ปลอดภัย ประมาณ 287 คน แบ่งเป็นในพื้นที่เมืองเล่าก์ก่าย ประมาณ 246 คน และเมืองเชียงตุง จํานวน 41 คน ซึ่งอยู่ระหว่างเดินทางกลับไทย สําหรับการเคลื่อนย้ายคนไทยจากเมืองเชียงตุง ได้ประสานให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เคลื่อนย้ายคนไทยเพื่อส่ง ต่อให้กับ กองทัพภาคที่ 3 (ทภ.3) ในพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ผ่านช่องทางจุดผ่านแดนถาวร สะพานมิตรภาพข้ามแม่น้ํา แม่สายแห่งที่ 2 โดย ทภ.3 จะรับคนไทยจํานวน 41 คน ที่บริเวณจุดผ่านแดนถาวร อ.แม่สายฯ พร้อมทั้งได้ ประสานให้หน่วยที่เกี่ยวข้องเตรียมการ โดย ตม.แม่สาย รับผิดชอบในการดําเนินกรรมวิธีตรวจคนเข้า เมือง รพ.ค่ายเม็งรายมหาราช รับผิดชอบการดูแลเรื่องสุขภาพและการรักษาพยาบาล มทบ. 37 รับผิดชอบในเรื่อง ที่พัก และอาหาร 

@@@…….จากนั้นจะส่งต่อให้สํานักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงราย ดําเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป สําหรับแผนการปฏิบัติต่อไป กองทัพบก กระทรวงการต่างประเทศ และ ทุกภาคส่วนจะบูรณาการประสานการปฏิบัติอย่างใกล้ชิด รวมทั้งติดตามและประเมินสถานการณ์ในพื้นที่ เพื่อวางแผนในการเคลื่อนย้ายคนไทยที่ยังตกค้างอยู่ในพื้นที่เมืองเล่าก์ก่าย จํานวน 246 คน กลับประเทศไทย โดยสวัสดิภาพต่อไป ทั้งนี้ จากข้อมูลของ สอท.ไทย/ย่างกุ้ง ในสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า ยังมีคนไทยพํานักอยู่ในรัฐฉาน เมียนมา จํานวน 246 คน แบ่งเป็นกลุ่มที่พักคอยอยู่ที่ รพ. ในเมืองเล่าก์ก่าย จํานวน 164 คน กลุ่มที่นายจ้าง ปล่อยตัวออกมาจากสถานที่ทํางานแล้วอยู่ในสถานที่ปลอดภัย จํานวน 82 คน และกําลังเดินทางกลับไทย จํานวน 41 คน จากเมืองเชียงตุง 

@@@…….อย่างไรก็ตาม ข้อมูลข่าวสารการข่าวกรองจากบางแหล่งข่าว ชี้ว่า สถานการณ์การสู้รบอาจรุนแรงขึ้นอีก ตั้งแต่วันที่ 18 พ.ย.2566 นี้ ซึ่งนั่นหมายถึง สถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและสับสน ทั้งนี้ ฝ่ายความมั่นคง จะได้เตรียมกำลังให้พร้อมไว้ และติดตามสถานการร์การสู้รบในเมียนมาอย่างใกล้ชิดต่อไป รวมทั้งดำเนินการทุกวิถีทางเต็มขีดความสามารถ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเคลื่อนย้ายคนไทยที่ติดค้างในสถานการณ์กลับมาถึงประเทศไทยให้ได้อย่างปลอดภัย และเพื่อให้ความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย – เมียนมา ตลอดแนวยังคงได้รับการประกัน 

@@@…….สถานการณ์ล่าสุด พ.อ.ณฑี ทิมเสน ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก/ประธานฯ TBC ฝ่ายไทย เดินทางเข้าไปพบปะกับ พ.อ.ตู๋ล่า ส่อ วิน โซ ผู้บังคับกองบังคับการยุทธศาสตร์ท่าขี้เหล็ก เพื่อติดตามและรับทราบสถานการณ์การรับตัวคนไทยกลับประเทศไทย ณ ห้องรับรองด่านศุลกากร สะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 2 จังหวัดท่าขี้เหล็ก โดยฝ่ายเมียนมายืนยันการส่งตัวคนไทยไม่ได้มีปัญหาข้อขัดข้องใดๆ ขั้นตอนกรรมวิธีซักถามต่างๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ต้องรอคำสั่งอนุมัติให้เคลื่อนย้ายจากหน่วยเหนือเพียงอย่างเดียว อาจจะได้รับอนุมัติภายใน 1 – 2 วันนี้ เมื่อได้รับอนุมัติจะรีบดำเนินการเคลื่อนย้ายคนไทยทั้ง 41 คนมายัง กองบังคับการยุทธศาสตร์ท่าขี้เหล็ก ให้เร็วที่สุด และจะส่งมอบให้ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก/ประธานฯ TBC ฝ่ายไทย ทันที

@@@…….ช่วงที่ผ่านมา พล.อ.เจริญชัย หินเธาว์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) นำคณะผู้บังคับบัญชาและฝ่ายเสนาธิการ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฎิบัติงานของกองกำลังสุรสีห์ จ.กาญจนบุรี โดยผู้บัญชาการทหารบกและคณะได้รับฟังบรรยายสรุปและมอบนโยบายให้กับกองกำลังสุรสีห์ รวมทั้งมอบสิ่งของบำรุงขวัญ ให้กำลังใจกำลังพลผู้ปฏิบัติราชการสนาม ณ กองบังคับการหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี จากนั้นคณะได้เดินทางไปยังศูนย์ประสานงานความมั่นคง มณฑลทหารบกที่ 17 และศูนย์ประสานงาน กองพลทหารราบที่ 9/กองกำลังสุรสีห์ โดยได้รับฟังการปฏิบัติงานของศูนย์ ที่ดำเนินการประสานงานด้านความมั่นคงร่วมกับส่วนราชการในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การจัดตั้งจุดตรวจจุดสกัด, การร่วมเฝ้าตรวจลาดตระเวน ช่องทางชายแดนและแนวธรรมชาติต่างๆ และการจัดกิจกรรมต่างๆ 

@@@……จากนั้นในช่วงบ่าย ผู้บัญชาการทหารบกและคณะ ได้เดินทางไปยังช่องทางพุน้ำร้อน ต.บ้านเก่า จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนถาวรที่มีพื้นที่ฝั่งตรงข้ามคือ จ.ทวาย ภาคตะนาวศรี สหภาพเมียนมา แต่ทางการเมียนมาได้กำหนดให้ปิดช่องทางผ่านเข้าออกด่านชายแดนตั้งแต่สถานการณ์โควิด-19 จนถึงปัจจุบัน โดยผู้บัญชาการทหารบกได้รับฟังบรรยายสรุปของหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า กองกำลังสุรสีห์ และร่วมตรวจภูมิประเทศทางบก พร้อมมอบนโยบายให้กำลังพลกองกำลังสุรสีห์ในพื้นที่บ้านพุน้ำร้อน ซึ่งถือเป็นรั้วของชาติด้านตะวันตก ให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการผ่านเข้าออกทุกช่องทาง เน้นย้ำการตรึงแนวชายแดน จากยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายทุกรูปแบบเล็ดลอดเข้าสู่พื้นที่ตอนใน รวมทั้งมอบสิ่งของบำรุงขวัญให้กำลังพลแนวด่านหน้า เพื่อให้กำลังใจในการปฏิบัติงานด้วย นอกจากภารกิจการเยี่ยมกองกำลังสุรสีห์แล้ว 

@@@…….ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ. เจริญชัย หินเธาว์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้ประชุมติดตามการปฏิบัติงานของหน่วยทหารทั่วประเทศผ่านระบบการประชุมทางไกลผ่านจอภาพ ในการประชุมครั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารบกให้ความสำคัญในเรื่องการฝึกทหารใหม่โดยปัจจุบันกองทัพบกได้จัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์การฝึกทหารใหม่ ผลัดที่ 2/66 ขึ้น เพื่อกำกับดูแลการฝึกทหารใหม่ในภาพรวมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยได้สั่งการให้หน่วยฝึกทหารใหม่ ปฏิบัติตามนโยบายและแนวทางที่กองทัพบกกำหนดอย่างเคร่งครัด กำกับดูแลในรายละเอียดทุกขั้นตอนเพื่อให้การฝึกเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีมาตรฐาน รวมถึงระวังไม่ให้เกิดการเจ็บป่วยจากโรคลมร้อน หรือเกิดอุบัติเหตุจากการฝึก ดูแลสภาพจิตใจทหารใหม่ให้มีขวัญกำลังใจที่ดี พร้อมกำชับให้ผู้ฝึกทหารใหม่ และผู้บังคับหน่วยทุกระดับชั้น ให้ดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของทหารใหม่ และครอบครัวอย่างใกล้ชิด ส่วนในเรื่องการปรับสภาพทั้งร่างกายและจิตใจ การฝึกระเบียบวินัย ทักษะและอุดมการณ์ทางทหาร ให้ดำเนินการในลักษณะจากเบาไปหาหนัก เพื่อเสริมสร้างทหารใหม่ ให้มีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่และเป็นบุคลากรที่มีคุณค่าของประเทศต่อไปในอนาคต 

@@@…….พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.)ในฐานะผู้แทน รมว.กลาโหม และคณะ ได้เข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีระหว่างสาธารณรัฐเกาหลี กับประเทศผู้ส่งกำลังเข้าร่วมปฏิบัติภารกิจภายใต้กองบัญชา การสหประชาชาติ (Republic of Korea (ROK)-United Nations Command (UNC) Member States Defense Ministerial Meeting) โดยมีนาย Shin Wonsik รมว.กลาโหมเกาหลีใต้ และนาย Lloyd James Austin III  รมว.กลาโหมสหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพร่วม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้รับเชิญเป็นผู้แทนของประเทศผู้ส่งกำลังเข้าร่วมปฏิบัติภารกิจภายใต้กองบัญชาการสหประชาชาติ จำนวน 17 ประเทศ และ ได้ร่วมพิธีเคารพธงและกองทหารเกียรติยศ ร่วมพิธีเปิดการประชุมฯ และเป็นผู้แทนรมว.กลาโหม กล่าวสุนทรพจน์ในฐานะหนึ่งในประเทศผู้ส่งกำลังเข้าร่วมปฏิบัติภารกิจภายใต้กองบัญชาการสหประชาชาติ 

@@@…….สำหรับการประชุมระดับรัฐมนตรีระหว่างสาธารณรัฐเกาหลี กับประเทศผู้ส่งกำลังเข้าร่วมปฏิบัติภารกิจภายใต้กองบัญชาการสหประชาชาติ (Republic of Korea (ROK)-United Nations Command (UNC) Member States Defense Ministerial Meeting) นี้ เป็นการจัดประชุมฯ ครั้งแรก มุ่งหมายเพื่อเฉลิมฉลอง 70 ปี ความร่วมมือกันบังคับใช้กลไกข้อตกลงการพักรบช่วยคราว (Armistice Agreement) ของสหประชาชาติในคาบสมุทรเกาหลี โดยเป็นการดำเนินการภายใต้ภารกิจกองบัญชาการสหประชาชาติ (United Nations Command) ซึ่งประกอบไปด้วยกำลังจากรัฐบาลเกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา และประเทศผู้ส่งกำลังเข้าร่วม จำนวน 17 ประเทศ ร่วมกันแสดงความเป็นปึกแผ่นระหว่างมิตรประเทศในการแสวงหาสันติภาพที่ยั่งยืนในคาบสมุทรเกาหลี ตามคติพจน์ของกองบัญชาการสหประชาชาติที่ว่า “ปฏิบัติงานภายใต้ธงเดียวกัน” (Under One Flag) รวมถึงนำเสนอแนวทางในการเสริมสร้างความร่วมมือและการปฏิบัติงานร่วมกัน (Interoperability) ภายใต้กองบัญชาการสหประชาชาติ เช่น การส่งกำลังพลปฏิบัติงานในกองบัญชาการฯ การเข้าร่วมการฝึกร่วม/ผสมของกองบัญชาการฯ หรือการฝึกร่วม/ผสมของประเทศสมาชิก การส่งเสริมการพูดคุย/หารือแนวทางการแก้ไขปัญหา เป็นต้น

@@@……จากกรณีที่ทัพเรือภาคที่ 2 จัดเรือหลวงเทพา และเรือ ต.112 ลาดตระเวนในพื้นที่รับผิดชอบภายหลังได้รับแจ้งเบาะแสจากเครือข่ายเรือประมงไทยว่า มีเรือประมงเวียดนามลักลอบเข้ามาทำการประมงในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของไทยในพื้นที่อ่าวไทยตอนล่าง โดยสามารถควบคุมเรือประมงคราดปลิงทะเล สัญชาติเวียดนามพร้อมลูกเรือจำนวน 5 คน นำกลับขึ้นฝั่ง ณ ท่าเทียบเรือฐานทัพเรือสงขลา อ.เมือง จ.สงขลา นั้น พล.ร.อ.อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ได้สั่งการให้เรือของกองทัพเรือและของ ศรชล.จะต้องเข้าไปอยู่ในพื้นที่ ห้ามเรือเวียดนามเข้ามาในอาณาเขตอธิปไตยของประเทศไทย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยและประเทศเวียดนาม เป็นมิตรที่ดีต่อกัน ที่ผ่านมาได้ขอให้ทางการเวียดนามแจ้งเรือประมงมิให้เข้ามาทำการประมงในเขตน่านน้ำไทยต่อจากนี้ไป กองทัพเรือจะดำเนินการอย่างจริงจัง โดยกองทัพเรือจะปกป้องอธิปไตย และรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลให้พี่น้องชาวไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจที่สำคัญของกองทัพเรือ ซึ่งได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และจะดำรงความเข้มข้นในการปฏิบัติร่วมกันเช่นนี้ ต่อไป เพื่อให้ทะเลไทยมีความมั่นคง 

@@@…….ปิดท้ายกันด้วยข่าว กองทัพบก เปิดรับสมัครสอบคัดเลือกบุคคลพลเรือนเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารในส่วนของกองทัพบกรอบโควตาเฉพาะกลุ่ม เพื่อเพิ่มโอกาสให้เยาวชนเรียนดีในแต่ละจังหวัด, เยาวชนในถิ่นทุรกันดาร และกลุ่มเยาวชนที่เป็นบุตรของกำลังพลกองทัพบก สามารถเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารในส่วนของกองทัพบกได้อย่างทั่วถึง ซึ่งกองทัพบกได้ริเริ่มนโยบายการจัดสอบแบบเฉพาะกลุ่มมาตั้งแต่ปี 2564 และได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยเยาวชนที่สนใจต้องมีคุณสมบัติ เป็นนักเรียนชายที่กำลังศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ขึ้นไป อายุ 16 – 18 ปี สมัครได้ตั้งแต่ 6 พ.ย.66 – 25 ธ.ค.66 ผ่านทางเว็บไซต์ https://crma-admission.rta.mi.th โดยไม่มีค่าใช้จ่าย รายละเอียดเพิ่มเติมสอบถามได้ที่กองสถิติและทะเบียนประวัติ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าในวันเวลาราชการ โทร.063 – 7563044

 ………………………………….

 คอลัมน์ : “Military Key”

 โดย.. “รหัสมอร์ส”

- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_imgspot_img

Featured

- Advertisment -spot_img
Advertismentspot_imgspot_img
spot_imgspot_img