วัด“พลังแฝง”โยงวินิจฉัย“คดีฮั้ว สว.” จุด“ชี้ขาด”ทำ“อนุทิน”จะอยู่หรือไป?

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้งกับปม คดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) หลัง “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาเปิดเผยว่า “ได้นำสำนวนการสอบสวน เข้าสู่ที่ประชุม กกต.ชุดใหญ่แล้ว โดยจะมีการประชุมเพื่อพิจารณา สำนวนทุกวันจันทร์เว้นจันทร์”

หลังจากก่อนหน้านี้ “บางฝ่าย” ออกมาวิจารณ์ว่า มีความพยายามดึงสำนวนการสอบสวนไว้ เนื่องจากเกี่ยวข้องแกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และสมาชิกสภาสูงนับร้อยชีวิต ที่ถูกเรียก “สว.สีน้ำเงิน” ซึ่งคดีนี้ยืดเยื้อมาตั้งแต่ “รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร” โดย “ภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกรัฐมนตรี และ “พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” รมว.ยุติธรรม (ในขณะนั้น) ผลักดันให้ “กรมสอบสวนคดีพิเศษ” (ดีเอสไอ) นำ “คดีฮั้ว สว.” เข้าเป็น “คดีพิเศษ” ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่า เป็นความพยายามแทรกแซงการทำงานของ “องค์กรอิสระ” ที่ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง

แม้กระทั่งกระแสข่าว “แสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต. ไม่ผ่านการประเมินในการทำงาน ก็ถูกตีความว่า ต้องการดึงเรื่องการสอบฮั้ว สว. เพราะถ้าหากมีเลขาธิการ กกต.คนใหม่ ก็ต้องมาศึกษาสำนวนใหม่อีก ซึ่งต้องใช้เวลาในการสรุปอีกนานพอสมควร

ก่อนหน้านั้น มีรายงานข่าวจากสำนักงาน กกต.แจ้งว่า “คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง ชุดที่ 26” ของสำนักงาน กกต. ซึ่งรับผิดชอบ “คดีฮั้ว สว.” ได้ประชุมสรุปสำนวนการสอบสวน โดย คณะกรรมการฯ มีมติเสนอ กกต.เห็นควรดำเนินคดี ต่อผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 229 คน แบ่งเป็น สว. 138 คน, กรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ภท. และเครือข่ายอีก 91 คน ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. 2561 มาตรา 70 ประกอบ มาตรา 36, มาตรา 62, มาตรา 76 และ มาตรา 77 (1)

โดยที่ประชุมคณะกรรมการสืบสวนฯ เห็นว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหา เข้าข่ายมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ทำให้ได้รับเลือกมาเป็นสว.โดยไม่สุจริต เที่ยงธรรม และขัดรัฐธรรมนูญ (รธน.) มาตรา 113 ที่บัญญัติว่า “สว.ต้องไม่ฝักใฝ่ หรือยอมตกอยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมืองใด ๆ” ในส่วนข้อกล่าวหานี้ หากไปถึงชั้นการพิจารณาของที่ประชุม กกต.และมีมติเห็นพ้องด้วย ก็อาจนำไปสู่การร้องต่อ กกต. ขอให้เสนอศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) สั่งยุบพรรคได้

สำหรับการพิจารณาสำนวนตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน ไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2566 มีขั้นตอนการพิจารณา 4 ชั้น

ชั้นที่ 1 เมื่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนได้รับสำนวนแล้ว ให้ดำเนินการสืบสวนหรือไต่สวนและจัดทำความเห็น เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จให้จัดส่งสำนวน ไปสำนักงาน กกต.ส่วนกลางโดยเร็ว

ชั้นที่ 2 สำนักงาน กกต. (ส่วนกลาง) ได้รับสำนวนแล้ว ให้พนักงานสืบสวนและไต่สวน ผู้รับผิดชอบสำนวน ดำเนินการวิเคราะห์สำนวน และจัดทำความเห็นเสนอผ่าน ผู้อำนวยการฝ่าย รองผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการสำนัก และเลขาธิการ กกต. (รองเลขาธิการ กกต.ที่ได้รับมอบหมาย)

ชั้นที่ 3 คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง เมื่อคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด ปัญหาหรือข้อโต้แย้งได้พิจารณาแล้ว จะทำความเห็นและสำนักงาน กกต.เสนอสำนวนให้ กกต.พิจารณา

ชั้นที่ 4 กกต. เมื่อกกต.ได้รับสำนวนจากคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหา หรือข้อโต้แย้งแล้ว ต้องพิจารณาชี้ขาด หรือสั่งการโดยเร็ว

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ “อิทธิพร บุญประคอง” เป็นประธาน กตต. ได้แต่งตั้ง “คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหา หรือข้อโต้แย้งคณะที่ 36” โดยให้เหตุผลว่า ตามที่สำนักงาน กกต.ได้ดำเนินการไต่สวนกรณีสำนวนการไต่สวนการเลือก สว. สำนวนส่วนกลางที่ 87 เลขคดี สว. 10/2568 ซึ่งสำนวนดังกล่าว เป็นการกระทำความผิด ที่มีความยุ่งยากซับซ้อน และมีบุคคลที่เกี่ยวข้อง กับการกระทำความผิดเป็นจำนวนมากนั้น เพื่อให้การพิจารณาสำนวนดังกล่าว เป็นไปด้วยความรอบคอบและรวดเร็ว อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรธน. (พ.ร.ป.) ว่าด้วย กกต. พ.ศ.2560 มาตรา 37 ระเบียบ กกต.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้ง การพ้นจากตำแหน่ง วิธีปฏิบัติงาน และการประเมินผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ บุคคล หรือคณะบุคคล พ.ศ.2567 และระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 5 ข้อ 74 และข้อ 75 จึงมีคำสั่งตั้งคณะอนุกรรมการชุดดังกล่าว

โดยคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 36 ประกอบด้วย 1.อนุชา จันทร์สุริยา ที่ปรึกษาประจำประธาน กกต. 2.อัฌษไธค์​ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ที่ปรึกษาประจำกรรมการ กกต 3.นันทศักดิ์ พูลสุข อดีตอธิบดีอัยการคดีพิเศษ (มือทำคดียึดทรัพย์อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร) อดีตโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด 4.เชาวนะ ไตรมาศ อดีตเลขาธิการศาล รธน. 5.เดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน 6.ธัชสกล พรหมจมาศ อดีตที่ปรึกษาประจำกกต. 7.ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล รองเลขาธิการ ศอ.บต. และอดีตรองอธิบดีดีเอสไอ

ทั้งนี้ มีรายงานว่า คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 มีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่า ข้อกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. จำนวน 229 คน ประกอบด้วย สว.ชุดปัจจุบัน จำนวน 138 คน ส่วนอีก 91 คน เป็น กก.บห. สส. และสมาชิกพรรค ภท. “ไม่มีมูลความผิดในคดี” โดยความเห็นดังกล่าว ต้องถูกส่งไปยัง กกต. เพื่อพิจารณาชี้ขาดวินิจฉัยต่อไป

หลังจากมติดังกล่าวเผยแพร่ไป ก็มีเสียงวิจารณ์ในด้านลบตามมาทันที โดยมองว่า การตั้งอนุกรรมการฯ คณะที่ 36 เป็นการ “ฟอกขาว” ให้ “ผู้ถูกกล่าวหา” และเกิดขึ้นในช่วงที่พรรค ภท. เป็นแกนนำรัฐบาล

ส่วนเรื่องคดีฮั้ว สว. ที่กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในช่วงนี้ เกิดขึ้นหลัง “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” ประธาน กกต. ให้สัมภาษณ์ถึงการเริ่มพิจารณาคดีฮั้ว สว.ว่า “พยายามทำให้เสร็จเร็วกว่ากรอบเวลาที่กำหนด แต่ถ้าเสร็จเร็วเกินไป สังคมอาจจะมองว่าการพิจารณาไม่รอบคอบ”

จากนั้น บรรดา “สว.สำรอง” ที่ออกมาเคลื่อนไหว ให้ตรวจสอบคดีฮั้ว สว. อย่างต่อเนื่อง ก็นำเรื่องไปยื่นร้องให้ พรรคประชาชน (ปชน.) แกนนำพรรคฝ่ายค้าน เพื่อตรวจสอบในเรื่องนี้ โดยมี “ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) รับเรื่องร้องเรียนจาก “อัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล” สว.กลุ่มสำรอง และ “พ.ต.อ.มนัส นครศรี” ผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดสมุทรปราการ

โดย “อัครวัฒน์” กล่าวว่า กรณีการทุจริตการเลือก สว. เมื่อ 26 มิ.ย.67 ซึ่งมีหลักฐานเพิ่มเติม เป็นคลิปบันทึกภาพและพยานบุคคล คือ พ.ต.อ.มนัส ที่พบว่า “ฐิติเชษฐ์ นุชนาฏ” กกต. และ “แสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต. ในฐานะผู้รับผิดชอบโดยตรง มีพฤติการณ์ส่อไปในทางขัดกันแห่งผลประโยชน์ และเข้าข่ายความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ม.157 ประมวลกฎหมายอาญา มีผลพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ชัดว่า มีการฮั้วเลือก สว.ระดับประเทศ

ด้าน “ไอติม-พริษฐ์” กล่าวว่า “การตรวจสอบคดีฮั้ว สว. พบว่ามีการละเว้นการกระทำ เพราะมีคลิปจากการเลือก สว.ระดับประเทศ ที่ได้มาจากผู้ตรวจการการเลือก สว. ที่ส่งมาให้วิปฝ่ายค้าน โดยปรากฎว่ามี เจ้าหน้าที่ กกต. เก็บโพยจากผู้สมัคร สว. และบอกว่าจะมีการเดินตรวจ และต่อมามี กกต.เดินตรวจ พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า “จะเป็นสว.อยู่แล้ว เลือกตั้งด้วยความสุจริตเถอะ” สะท้อนให้เห็นว่า กกต.คนดังกล่าว ต้องเห็นสิ่งที่ดูไม่สุจริต

“มีชุดคำถามที่ กกต. ต้องตอบคือ กกต.และเจ้าหน้าที่เห็นอะไรในโพย หรือเห็นหลักฐานในวันเลือก ที่ทำให้มองว่า มีการทำผิดเกิดขึ้น หรือมีความจำเป็นที่ต้องเก็บโพย และตักเตือนให้เลือกโดยสุจริต นอกจากนั้นหลังจากเก็บโพยวันที่เลือกระดับประเทศ กกต.ได้ทำอะไรต่อกับหลักฐานและทำอะไรต่อ เพราะตามกฎหมายว่าด้วยการเลือก สว. ระบุว่า “หากมีเหตุอันควรสงสัย กกต.มีอำนาจระงับยับยั้ง แก้ไขเปลี่ยนแปลงยกเลิกการเลือก หรือให้เลือกใหม่” และแม้ประกาศผลเลือกได้ตรวจสอบโพยหรือไม่ว่าเชื่อมโยงกับผู้สมัครหรือไม่ และโพยที่เก็บอยู่ที่ไหน อยู่ในสำนวนหรือไม่” พริษฐ์ กล่าวและคาดการณ์ว่า “การชี้ขาดสำนวนฮั้ว สว. น่าจะเกิดขึ้นประมาณเดือน ก.ย. และเรียกร้องให้ส่งสำนวนไปให้ศาลฎีกา เพื่อพิสูจน์หลักฐานทั้งหมด ไม่ควรตีตกในชั้น กกต. เพราะอาจถูกมองว่า มีผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจาก 4 ใน 7 กกต. มาจากการสรรหาของ สว.ชุดปัจจุบัน”

ส่วนการตรวจสอบของ “ดีเอสไอ” ที่รับผิดชอบในสำนวน “อั้งยี่” และ “ฟอกเงิน” ซึ่งหลังจากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง พรรค ภท.เข้ามาเป็นแกนนำรัฐบาล ก็ไม่ค่อยเห็นความเคลื่อนไหวจากองค์กรนี้เลย

โดย “พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ” อธิบดีดีเอสไอ เคยออกมาเปิดเผยความคืบหน้าในการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. ว่า “เรากำลังพยายามติดตาม แต่ก็ต้องรอผลการวินิจฉัยชี้ขาดหรือมติของ กกต. (บอร์ด กกต.) จากนั้นเราจึงจะเรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ที่มี “ดีเอสไอ” และพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน มาร่วมประชุม ระหว่างนี้ เราก็มีหน้าที่รวบรวมข้อมูล ตามที่อัยการคดีพิเศษได้มีคำสั่งให้ดำเนินการ ทั้งเรื่องเส้นทางการเงิน และการวิเคราะห์เส้นทางการเงิน อย่างไรก็ดี เรายอมรับว่า การรอให้บอร์ด กกต.มีมติชี้ขาด ก็เป็นส่วนหนึ่งที่อัยการคดีพิเศษ ได้แจ้งไว้เช่นเดียวกัน เพราะอัยการคดีพิเศษก็ให้เราได้รวบรวมพยานหลักฐานในส่วนนี้ด้วย จึงต้องทำให้ครบถ้วน”

นั่นหมายความว่า บทสรุปของ กกต.คือ จุดชี้ขาดในสำนวน “คดีฮั้ว สว.” ซึ่งหากผลออกมาเป็นใน “ทางลบ” จะมี “ผลกระทบกับรัฐบาล” เพราะมีชื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะ แกนนำพรรค ภท. เป็นผู้ถูกล่าวหาอยู่ด้วย

ซึ่งหากเรื่องส่งไปศาลฎีกา และมีมติให้ผู้ที่ถูกกล่าวหา ต้องพักการปฏิบัติหน้าที่ นั่นหมายความว่า จะกระทบกับอำนาจฝ่ายบริหาร และนิติบัญญัติ เพราะ ภท.เป็นแกนนำรัฐบาล และ สว.ที่มีข้อกล่าวหาติดอยู่ ก็เกือบร้อยชีวิต เพียงแต่ว่า ถ้าย้อนไปดูจุดเริ่มของเลือก สว. ภายใต้ รธน. 60 ที่ให้ผู้สมัครเลือกกันเอง ทาง “แกนนำคณะก้าวหน้า” นำโดย “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” จะเคลื่อนไหวเป็นคนแรก ๆ ที่รณรงค์ในเรื่องนี้ เพราะหวังจะสร้างเครือข่าย เพื่อนำไปสู่การผลักดันการแก้ไข รธน.  

จากนั้นก็เริ่มการเคลื่อนไหวของ “บางกลุ่มการเมือง” ที่ออกมาเคลื่อนไหว และไม่มีการเปิดเผยให้สังคมได้รับรู้ โดยมี “ผู้มากบารมี” อยู่เบื้องหลัง เพราะวิตกกังวลว่า ถ้าปล่อยให้ “เครือข่ายส้ม” ยึดครองเสียงข้างมาก ทั้งสภาล่างและสภาบน จะสามารถคุมกลไกทิศทางการแก้ไข รธน. โครงสร้างบางอย่างของประเทศ อาจถูกเปลี่ยนแปลง ดังนั้นจึงต้องขัดขวางเป้าหมายของ “ผู้มีอำนาจเหนือพรรคส้ม” และก็ประสบความสำเร็จจริง ๆ  

ที่น่าสนใจ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา “สำนักงาน กกต.” ออกเอกสารชี้แจงกรณี “อัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล” สว.กลุ่มสำรอง และ “พ.ต.อ.มนัส นครศรี” ผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำ จ.สมุทรปราการ ออกมากล่าวอ้างว่า กกต.ละเว้นไม่ดำเนินการเกี่ยวกับโพยหรือเอกสารจดหมาย เลขผู้สมัครในวันเลือก สว.ระดับประเทศ ทั้งปล่อยปละละเลย ให้ผู้สมัครนำข้อมูล แนะนำตัวของผู้สมัคร (สว.3)  เข้าไปในสถานที่เลือกระดับประเทศ การหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติหน้าที่ และไม่ควบคุมการเลือก สว.ให้เป็นไปด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม รวมถึงการที่ผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัด แจ้งว่า จะมีโพยฮั้ว สว.ในวันเลือก สว.ระดับประเทศนั้นว่า “ทั้งหมดไม่เป็นความจริง” 

โดย สำนักงาน กกต.มีการชี้แจงเรื่องดังกล่าวเป็นเอกสารข่าว ระหว่างช่วง มี.ค.-พ.ค.2568 มาแล้ว 3 ครั้ง อีกทั้ง ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้มีคำพิพากษาเมื่อ 28 ม.ค.2568 ยกฟ้อง กกต. กรณีที่กลุ่ม สว.สำรองฟ้องว่า กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อ พรป.ว่าด้วย กกต. ความผิดต่อ พรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. และความผิดต่อ พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตจากกรณีดังกล่าว

นอกจากนี้ สำนักงาน กกต. เคยชี้แจงว่า ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้มีคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ อท 125/2567 คดีหมายเลขแดงที่ อท 13/2568 ลงวันที่ 28 ม.ค.2568 กรณีการนำเอกสารหรือโพยเข้าไปในสถานที่เลือก สว. มีรายละเอียดดังนี้ ประเด็นที่ 1 การนำเอกสารหรือโพยเข้าไปยังสถานที่เลือก สว.ได้หรือไม่ ศาลมีคำพิพากษาว่า ในเรื่องการนำโพยหรือเอกสาร ที่มีการจดหมายเลขของผู้สมัครอื่น เข้าไปในเขตเลือกตั้ง ตาม พรป.สว. พ.ศ.2561 มิได้มีข้อห้ามไว้โดยตรง จึงเห็นได้ว่ากฎหมายมิได้กำหนดว่า การนำเอกสาร รวมทั้งเอกสารที่จดหมายเลขผู้สมัครอื่น เข้าไปในเขตเลือกตั้งเป็นความผิดในตัวเอง ดังนั้นเมื่อไม่มีกฎหมายกำหนดห้าม หรือกำหนดเป็นความผิดไว้ ผู้สมัครย่อมมีสิทธินำเอกสารใด เข้าไปในเขตเลือกตั้งได้ ในทางกลับกัน การห้ามมิให้ผู้สมัครนำเอกสารใด เข้าไปในสถานที่เลือก กกต.จึงจะกระทำมิได้

เชื่อว่า “ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล” คงหวังให้บทสรุปใน “คดีฮั้ว สว.” ออกมาใน “ทางลบ” เพราะจะมีผลกระทบกับรัฐบาลไปเต็ม ๆ เพราะแค่รับเรื่องและสั่งให้ผู้ที่อยู่ในสำนวนคำร้อง ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ก็กระทบกับฝ่ายบริหารแล้ว

เพียงแต่เรื่องนี้มีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย หรือบทสรุปอาจจบที่ “ระบอบสีน้ำเงิน” ยังเป็นที่ไว้วางใจของ “ผู้มากบารมี” และ “อนุทิน ชาญวีรกูล” จะยังคงอยู่ในอำนาจต่อไป

…………………………..

คอลัมน์ : ล้วง-ลับ-ลึก

โดย “แมวสีขาว”

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img