วันอังคาร, พฤษภาคม 21, 2024
หน้าแรกCOLUMNISTSไทยมี“ของดี”มากมาย..แต่ขายไม่เป็น!
- Advertisment -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ไทยมี“ของดี”มากมาย..แต่ขายไม่เป็น!

สงกรานต์ปีนี้ คึกคักอย่างคาดไม่ถึง ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ทำเอารัฐบาลเสียแต้มพอสมควร เดิมคิดการใหญ่จะจัดเทศกาลสงกรานต์ทั้งเดือน ดึงนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาเที่ยว แต่พอเอาเข้าจริง กลายเป็นงานระดับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นแม่งานจัดที่ท้องสนามหลวง

แต่รัฐบาลก็ยังออกมาตีกินว่า ประสบความสำเร็จงดงาม แถมบอกปีหน้าจะจัดให้ยิ่งใหญ่ ไม่เฉพาะสงกรานต์เท่านั้น แต่จะหนุนให้ไทยก้าวสู่ World Class Event Hub โดยจะจัดบิ๊กอีเวนต์ทุกเดือน ตั้งเป้าให้ไทยเป็น ศูนย์กลางการท่องเที่ยวของโลก เลยทีเดียว

วางโปรแกรมจัดงานถี่ยิบ มีทั้งจัดงาน งานดนตรีเฟสติวัลระดับโลก-งาน Arts ของเจ้าพ่อ Street Arts ระดับโลก ทูมอร์โรว์แลนด์-งานเทศกาลดนตรีแนวอิเล็กทรอนิกส์แดนซ์ หรือ EDM ที่ยิ่งใหญ่และทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก และยังมีอีเวนต์งานมหกรรมกีฬาต่างๆ เราเคยเป็นเจ้าภาพ เช่น การแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก-มหกรรมกีฬาเอเชียนอินดอร์และมาร์เชียลอาร์ท นอกจากนี้ยังมีงานอีเวนต์ภายในประเทศจะดันให้เป็นอีเวนต์ระดับโลก อาทิ งานเทศกาลวันหยุดชาติจีน 2024, วันวิสาขบูชาโลก 2024, สงกรานต์, ลอยกระทง และ วิจิตรเจ้าพระยา เป็นต้น

อีเวนต์ที่เราเคยจัดพวกกีฬาหรืออีเวนต์ประเพณีต่างๆ ไม่กังวลแต่น่าห่วง คือ จัดมหกรรมดนตรีระดับต้องใช้เงินมหาศาล ลงทุนเกือบๆ พันล้านบาท ไม่รู้ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาดูตามเป้าหรือไม่ ในอดีตก็เคยจัดมาแล้วแต่ไม่เห็นว่าจะช่วยให้การท่องเที่ยวไทยยั่งยืนแค่ไหน กลายเป็นเสียงเงินตราต่างประเทศ เงินไหลออกไม่น้อย

อันที่จริงการท่องเที่ยวไทย เรามี “ของดี” อยู่มากมาย อยู่ที่ว่า “คนรับผิดชอบ” ให้ความสำคัญหรือตีโจทย์แตกหรือไม่

โจทย์สำคัญที่รัฐบาลควรให้ความสนใจคือ เราจะส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างไร ให้การจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยวทั้งต่างชาติและนักท่องเที่ยวที่เป็นคนไทย ช่วยกระจายรายได้สู่ธุรกิจรายย่อยในท้องถิ่นต่างๆ ทุกจังหวัดและชุมชนมากที่สุด

การจัดอีเวนต์แบบนี้ภาพรวมเศรษฐกิจอาจจะดูดีดูอลังการ ถ้ากระตุ้นเศรษฐกิจได้ แต่ไม่รู้ว่าจีดีพี.ได้ไปอยู่ในกระเป๋าใคร อยู่ในกลุ่มธุรกิจบันเทิง กลุ่มทุนท่องเที่ยวในเมืองท่องเที่ยวหลักๆ คนไทยหรือชุมชนจะได้อะไร

ยิ่งสะท้อนใจหากเราไปดู สัดส่วนรายได้การท่องเที่ยวของเมืองหลักและเมืองรอง จะพบว่า สัดส่วนเมืองหลัก 80% สัดส่วนเมืองรอง 20% พูดง่ายๆ คือ ทุกรายได้ 100 บาท ที่นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติจ่ายเงิน จะเข้ากระเป๋าของเมืองหลักมากถึง 80 บาทเลยทีเดียว

ทุกวันนี้ นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเที่ยวไทยกว่า 80% ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด เน้นเที่ยวเมืองหลักที่มีชื่อเสียง เช่น กรุงเทพฯ, ภูเก็ต, ชลบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ สามารถสร้างรายได้ให้กับเมืองหลักมากถึง 92% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด

ไม่ใช่แค่ชาวต่างชาติเท่านั้น คนไทยก็ยังเที่ยวเมืองหลักมากถึง 52% ของนักท่องเที่ยวชาวไทยทั้งหมด โดยสร้างรายได้ให้เมืองหลักกว่า 63% จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมรายได้การท่องเที่ยวไทย ถึงกระจุกตัวในเมืองหลักๆ เท่านั้น

รัฐบาลจะทำอย่างไร ให้รายได้ไปสู่การท่องเที่ยวชุมชน จริงๆ หลายปีมาแล้ว เคยมีบริษัทสตาร์ทอัพด้านท่องเที่ยวชุมชนรายหนึ่ง จัดทัวร์พานักท่องเที่ยวต่างชาติทัวร์ชมวิถีชีวิตชุมชนคลองเตย ดูการทำพวงมาลัยที่ไปขายตามสี่แยก ทำขนมขายในชุมชน ปรากฏว่าเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างมาก ทัวร์นี้ขายหัวละ 1,500 บาทนอกจากนี้ยังจัดทัวร์ดูวิถีชีวิตชนกลุ่มน้อยทั้งชาวเขา ชาวเล ทุกพื้นที่จะแบ่งเงินช่วยสนับสนุนชุมชน

กรณีรีสอร์ตแห่งหนึ่งทางภาคใต้ที่ สร้างจุดขาย “ทัวร์กินข้าวกลางวันกลางทุ่ง” ด้วยการพานักท่องเที่ยวไปกินข้าวกลางทุ่งนา โดยจัดปิ่นโตอาหารพื้นบ้านภาคใต้ ดูวิถีชีวิตในชนบท ปรากฏว่ามีคิวจองแน่นข้ามปี สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้มีการกระจายรายได้จากนักท่องเที่ยวสูงชุมชน

เคยมี นักวิชาการจากยุโรปรายหนึ่ง ทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องการท่องเที่ยวไทย ระบุว่า จุดขายที่ประเทศไทยนำเสนอ ไม่ใช่ เป็นเรื่องของธรรมชาติ แต่ควรเป็นเรื่องวิถีชีวิต ประเพณีของไทยมากกว่า เช่น จัดทัวร์พาคนยุโรปไปดูงานบุญงานบวช ดูการทำนาทำไร่ ดูการสอนหนังสือของโรงเรียนในชนบท โดยให้เขามีส่วนร่วมด้วย แต่ต้องให้เขาพักในเมืองที่มีความสะดวกสบายและสะอาดมากกว่า

เรามีของดีๆ ที่จะอวดมากมาย ที่ผ่านมา เราขายแต่ท่องเที่ยวเมืองหลักๆ มีการประเมินกันว่า เม็ดเงินจากการท่องเที่ยว จะตกอยู่กับกลุ่มทุนท่องเที่ยว เช่น กลุ่มธุรกิจ โรงแรม ธุรกิจทัวร์และธุรกิจอาหาร ถึง 85% จะตกถึงชุมชนเพียงแค่ 15% เท่านั้น

รัฐบาลจะต้องยกระดับนักท่องเที่ยวจีนให้เป็นกลุ่มที่มีรายได้สูง แทนกลุ่มเดิมที่เป็นกลุ่มรายได้ปานกลางลงมากำลังซื้อค่อนข้างต่ำ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเมืองจีนบอกว่า กลุ่มคนจีนชนชั้นกลางบนมี 300 ล้านคน กลุ่มนี้จะเดินทางมาท่องเที่ยวเองมาแบบครอบครัว กินหรูอยู่สบาย พักโรงแรมหรู กินร้านอาหารชื่อดังของท้องถิ่นคนกลุ่มนี้ชอบอาหารจีนในเมืองไทย เขาบอกว่าเป็นอาหารจีนที่อร่อยที่สุดในโลก

กลุ่มนักท่องเที่ยวอินเดีย เป็นอีกกลุ่มที่น่าสนใจ ในอดีตคนอินเดียเคยนิยมจัดงานแต่งานในเมืองไทย คนกลุ่มนี้กำลังซื้อสูงจัดงานแต่งแต่ละครั้ง ไม่ต่ำกว่า 10 วัน แขกมาจากทั่วโลก เลือกโรงแรมที่มีชื่อเป็นมงคลตามความเชื่อ ซึ่งมีหลายแห่งในเมืองไทย ควรจะต้องดึงกลับมานำเรื่องแต่งงานเป็นจุดขาย

ไทยยังมีของดีอีกหลายๆ อย่าง ที่จะนำมาเจียรนัยให้เป็นเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้มาค้นหา อยู่ที่ว่าเซลแมนจะมีความสามารถไปขายได้หรือไม่

………….

คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง

โดย…“ทวี มีเงิน”

สนับสนุนคอลัมน์ โดย :   บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_imgspot_img

Featured

- Advertisment -spot_img
Advertismentspot_imgspot_img
spot_imgspot_img