วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 20, 2024
หน้าแรกCOLUMNISTSยื่นสอยพ่วง‘เศรษฐา-พิชิต’-หากแพ้คดี! ครม.ทั้งคณะไปหมด-เปลี่ยนตัว‘นายกฯ’
- Advertisment -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ยื่นสอยพ่วง‘เศรษฐา-พิชิต’-หากแพ้คดี! ครม.ทั้งคณะไปหมด-เปลี่ยนตัว‘นายกฯ’

เรื่องราวที่ต้องติดตามต่อจากนี้ หลัง สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ร่วม 40 คน ได้ร่วมกัน เข้าชื่อตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 เพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความสิ้นสุดลงในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของ “เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรี และตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของ “พิชิต ชื่นบาน”

จากกรณี “เศรษฐา” นำชื่อ “พิชิต” ที่เคยต้องขังตามคำสั่งศาลฎีกาฯ ในคดีถุงขนม ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อแต่งตั้งเป็นรมต.สำนักนายกรัฐมนตรี

โดยกลุ่มสว. ยื่นในคำร้องว่า ทั้งสองคนมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 170 (4) และ (5) ประเด็นที่ว่าด้วยขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ซึ่งต่อมา “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธานวุฒิสภา ได้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ และศาลได้รับเรื่องไว้ตามระบบงานสารบรรณ

ทำให้คำร้องดังกล่าว ที่มาแบบเงียบๆ เป็นการเคลื่อนไหวของสว. ชุดปัจจุบันที่อยู่ในช่วงรักษาการ กำลังจะอำลาวุฒิสภา หลังได้สว.ชุดใหม่ 200 คน แต่ก็ทิ้งทวน ก่อนแยกย้าย ด้วยการยื่นคำร้อง ที่แวดวงการเมืองให้ความสนใจในขณะนี้ เพราะอาจเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองก็ได้

หาก “เศรษฐา” ไม่รอด ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ “เศรษฐา” ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกฯ

ถ้าเป็นเช่นนั้น “ครม.ทั้งคณะ” ก็ต้องพ้นจากตำแหน่งไปพร้อมกันหมด!

แต่ก่อนจะไปถึงขั้น Worst Case สถานการณ์ที่แย่ที่สุดสำหรับ “เศรษฐา” ขนาดนั้น เรื่องนี้ต้องเดินไปทีละขั้นตอน ตามกระบวนการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ

คือต้องเริ่มจาก มาดูกันว่า ผลการประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ประชุมจะรับคำร้องดังกล่าวไว้วินิจฉัยหรือไม่

ซึ่งตามปกติ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะประชุมกันทุกวันพุธ แต่เนื่องจากพุธที่จะถึงนี้ 22 พ.ค. ตรงกับวันหยุดราชการคือ วันวิสาขบูชา แต่ก็มีข่าวว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะขยับมาประชุมในวันพฤหัสบดีที่ 23 พ.ค. หรือไม่ก็ไปสัปดาห์ถัดไปเลย

ดังนั้นต้องติดตามกันว่า ที่ประชุมตุลาการศาลรธน. จะมีมติ “รับคำร้อง” หรือ “ไม่รับคำร้อง” ไว้วินิจฉัย

แต่ดูจากกระบวนการที่ส่งคำร้องแล้ว พบว่าเป็นไปโดยถูกต้อง เพราะเป็นการเข้าชื่อกันของสว. 40 คนที่แม้จะหมดวาระแล้ว แต่ยังทำหน้าที่รักษาการอยู่ ดังนั้นถือว่า สามารถเข้าชื่อกันส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญได้ และพบว่ามีการลงชื่อกันถึง 40 คน จากที่ใช้เสียงสว.แค่ 1 ใน 10 คือ 25 คนก็เพียงพอแล้ว และพอส่งไปแล้ว ประธานวุฒิสภาก็ตรวจทานแล้วจึงส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้ขั้นตอนน่าจะเดินมาถูกต้อง ศาลก็น่าจะรับคำร้องไว้วินิจฉัยได้

โดยหากศาลรับคำร้องไว้วินิจฉัย ก็ต้องมาดูกันต่อไปว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะสั่งให้ “เศรษฐา-พิชิต” ต้อง “หยุดพักการปฏิบัติหน้าที่” จากการเป็นนายกฯและรมต.สำนักนายกรัฐมนตรี ตามลำดับหรือไม่?

ซึ่งการสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ก็อาจมีทั้งให้ทั้งสองคนหยุดปฏิบัติหน้าที่ด้วยกันทั้งคู่ หรือสั่งให้คนใดคนหนึ่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งหากเป็นกรณีนี้มองว่า แนวโน้มน่าจะเป็น “พิชิต” มากกว่าที่จะเป็น “เศรษฐา” หรืออาจ “ไม่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่” ทั้งสองคนเลยก็ได้ โดยให้ทำหน้าที่ไปตามปกติ แล้วก็ให้ทั้ง “เศรษฐา-พิชิต” ในฐานะผู้ถูกร้อง สู้คดีไปตามกระบวนการ โดยเริ่มจากการ “ส่งคำชี้แจงข้อกล่าวหา” มายังศาลรัฐธรรมนูญ ภายใน 15 วันที่ก็ขยายเวลาได้สามรอบ ซึ่งก็คาดว่า “เศรษฐา-พิชิต” คงขอขยายเวลาแน่นอน

เศรษฐา ทวีสิน-พิชิต ชื่นบาน

โดยความเป็นไปได้ที่ ศาลรัฐธรรมนูญจะสั่งให้ “เศรษฐา” หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ตรงนี้พบว่า แวดวงการเมือง-กฎหมาย ต่างก็มองว่าเ ป็นไปได้ทั้งสองทาง คือสั่งหรือไม่สั่งก็ได้

แต่ส่วนใหญ่ยังเชื่อว่า ไม่น่าจะสั่งให้ “เศรษฐา” หยุดปฏิบัติหน้าที่ เพราะแม้ตัว “เศรษฐา” จะตกเป็นผู้ถูกร้องด้วย แต่ก็เป็นลักษณะ “ผู้ถูกร้องร่วม” ไม่ใช่ “ผู้ถูกร้องหลัก” หากศาลจะสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ แนวโน้มก็น่าจะเป็น “พิชิต” มากกว่า เพราะอย่างก่อนหน้านี้ ตอนที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” หยุดปฏิบัติหน้าที่ตอนเป็นนายกฯ หลังรับคำร้องคดีเป็นนายกฯเกินแปดปี ก็พบว่า เป็นคำร้องที่ “พล.อ.ประยุทธ์” ตกเป็นผู้ร้องหลักคนเดียว ซึ่งแตกต่างจากคำร้องในครั้งนี้ของ 40 สว.

อย่างมุมมองของ “เจษฎ์ โทณะวณิก” อดีตที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2560 และประธานหลักสูตรนิติศาสตร์บัณฑิต วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย ก็มองว่า ก็มีโอกาสเหมือนกัน ที่ศาลอาจสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ก็ได้ แต่หากเป็นกรณีแบบนี้ ก็คาดว่าคดีจะจบเร็ว ถ้าถึงขั้นมีการสั่งให้นายกฯหยุดปฏิบัติหน้าที่

“เมื่อเทียบกับอีกเคสคำร้องพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เรื่องวาระการดำรงตำแหน่งนายกฯเกินแปดปี ที่ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้นหากศาลรับคำร้องไว้วินิจฉัย ถ้าพิจารณาแล้วมีมูล หรือมีข้อที่เขาเห็นว่าคำร้องที่ยื่นมา มันอาจเป็นไปตามนั้น ก็อาจสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งถ้าแบบนั้น ศาลก็อาจพิจารณาคำร้องเร็ว เพราะหากปล่อยให้เนิ่นช้า ไปก็คงไม่เป็นผลดี”อดีตที่ปรึกษา กรธ.ระบุ

ทิศทาง-แนวโน้มคดีดังกล่าวนี้จะเดินไปอย่างไร จะเป็นคดีที่สร้างแรงสั่นสะเทือนเก้าอี้นายกฯของ “เศรษฐา” และทำให้เสถียรภาพ “รัฐบาลเพื่อไทย” สั่นคลอน จนถึงขั้นต้องเปลี่ยนตัวนายกฯหรือไม่ โปรดติดตามนับจากนี้

…………………………………………….

คอลัมน์ : ส่องป้อมค่ายการเมือง

โดย “พระจันทร์เสี้ยว”

- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_imgspot_img

Featured

- Advertisment -spot_img
Advertismentspot_imgspot_img
spot_imgspot_img