การเป็นฝ่ายค้านรอบนี้ของ “พรรคส้ม-พรรคประชาชน” (ปชน.) เห็นได้ชัดว่า แค่เปิดสภาฯ สมัยแรก หลังเลือกตั้งปี 2569 ก็ออกอาการกดดันกว่า การเป็นฝ่ายค้าน 2 สมัยที่ผ่านมา ทั้งหลังเลือกตั้งปี 2562 ยุค “พรรคอนาคตใหม่” และหลังเลือกตั้งปี 2566 ยุค “พรรคก้าวไกล”
ที่ก็เพราะฝ่ายค้านรอบนี้ มี “พรรคประชาธิปัตย์” (ปชป.) ที่เคยได้ฉายาว่า “ฝ่ายค้านมืออาชีพ” มาเป็นแนวร่วมด้วย ทำให้บดบัง “พรรคส้ม” พอสมควร
ยิ่ง หัวหน้าพรรค ปชป. “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ก็ดีกรีอดีตนายกฯ และสส.หลายสมัย ที่มีความโดดเด่นในเรื่องการอภิปรายในสภาฯ โดยเฉพาะการเรียบเรียงประเด็น การอภิปรายเรื่องยากให้เข้าใจง่ายและลีลาการอภิปราย ที่จังหวะลำหักลำโค่น เด่นกว่า “หน.เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ หลายเท่า
อีกทั้งขุนพลของ ปชป.หลายคน ก็ดูจะมีลูกเก๋าส์ ทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ เช่น “กรณ์ จาติกวณิช-ดร.การดี เลียวไพโรจน์” ที่ทำให้เบอร์หนึ่งของพรรคส้มด้านเศรษฐกิจ “ศิริกัญญา ตันสกุล” เลยเจอ “คู่เทียบ” ที่รอเบียดแย่งซีนในสภาฯ ตลอด
ทำให้นับแต่เปิดสภาฯ มาได้ร่วมสามเดือน จะเห็นได้ว่าแม้ “พรรคประชาธิปัตย์” จะมีสส.ในสภาฯ แค่ 21 คน แต่บทบาทในสภาฯ และการขับเคลื่อนการตรวจสอบรัฐบาลนอกสภาฯ หลายซีนกลับโดดเด่นกว่า “พรรคประชาชน” ที่มี สส. 120 คนเสียอีก เช่น การที่พรรค ปชป. เป็นตัวตั้งตัวตีในการทำคำร้องส่งศาลรัฐธรรมนูญ ตีความพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ที่ ปชป.ออกตัวเป็นพรรคแรกในการชี้เป้าว่า มีประเด็นให้ส่งศาล รธน.ได้ จนพรรคประชาชน ตามแทบไม่ทัน ก่อนที่สุดท้าย “พรรคส้ม” ก็เอาด้วยกับพรรค ปชป.ในการยื่นคำร้องส่งศาล รธน.

หรือกรณีที่พรรค ปชป. เล่นบทรุกหนักในการตรวจสอบมติของคณะกรรมการป.ป.ช.ที่ยกคำร้อง คดี “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” โดยเฉพาะการหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อพยายามชี้เป้าว่า มติของป.ป.ช. มีปัญหาในเรื่องการนำพยานหลักฐานเข้าสู่การไต่สวน จน ปชป.ไปเจอหลักฐาน หนังสือสั่งการของ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” ในขณะดำรงตำแหน่ง “รมว.คมนาคม” ที่ระบุให้หน่วยงานภายใต้สังกัด ต้องแจ้งให้รัฐมนตรีทราบก่อนในกรณีที่มีการประมูลจัดซื้อจัดจ้าง
โดยพรรค ปชป.มองว่า หนังสือสั่งการฉบับนี้ เป็นหลักฐานสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงการเข้าไปแทรกแซงการดำเนินการตามกฎหมาย และส่อให้เกิดความขัดกันของผลประโยชน์ตามกฎหมาย ป.ป.ช. อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นประเด็นที่ ป.ป.ช. ไม่เคยนำมาพิจารณาให้เกิดความกระจ่างมาก่อน และขณะนี้อยู่ระหว่าง ยกร่างคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 เพื่อรวบรวมรายชื่อสมาชิกรัฐสภายื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกา เพื่อตั้งผู้ไต่สวนอิสระขึ้นมาตรวจสอบการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในคดีศักดิ์สยาม เป็นต้น โดยที่พรรคประชาชน แทบไม่ได้ขยับอะไรแบบจริงจัง ในการตรวจสอบมติป.ป.ช.
นอกจากนี้ในฝ่ายค้านชุดนี้เอง ก็ยังมีฝ่ายค้านพรรคเล็ก ๆ อย่าง “พรรคไทยภักดี” ของ “นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” ที่มีสส.แค่คนเดียว แต่ก็ทำเอาสภาฯ ป่วนไปได้เหมือนกัน กับการรุกไล่เรื่อง “เงินค่าอาหารสส.-สวัสดิการสส.-การตั้งผู้ช่วย สส.” จนทำให้สภาฯ ต้องยกเลิกงบค่าอาหาร สส.ที่ทำให้ประหยัดเงินสภาฯ ได้หลายล้านบาท
ล่าสุด “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาฯ ก็มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาศึกษาเรื่องสวัสดิการ สส. เช่น เรื่องเงินบำนาญสส. และสั่งเบรกการขึ้นเงินเดือนผู้ช่วย สส.-ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สส.ที่จะมีการปรับเพิ่มขึ้นในเดือนตุลาคมนี้ เช่น ผู้ช่วย สส.ได้เดือนละ 15,000 บาท จะปรับขึ้นเป็น 18,000 บาท ก็โดนสั่งเบรกออกไปแบบไม่มีกำหนด ที่แม้จะทำให้ สส.ทั้งสภาฯ ไม่พอใจ “นพ.วรงค์” แต่จะพบว่า ประชาชนจำนวนมาก ต่างเชียร์และเห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของ “หมอวรงค์” ที่ทำให้ประเทศประหยัดเงินได้จำนวนมาก เรียกได้ว่า หากสภาฯ ชุดนี้อยู่ครบ 4 ปี สวัสดิการต่าง ๆ ที่ถูกยกเลิกไปรวมกันแล้วก็หลายร้อยล้านบาท
โดยที่เรื่องเหล่านี้ ซึ่งนักการเมือง-สส.ได้ประโยชน์เต็ม ๆ “พรรคประชาชน” กลับเงียบเป็นเป่าสาก และไม่เคยเคลื่อนไหวอะไร แถมคนในพรรคบางส่วน เช่น “วิโรจน์ ลักขคณาอดิศร” ยังออกแนวคัดค้านด้วยในตอนแรก แต่เมื่อกระแสสังคม เชียร์ให้ยกเลิกเงินค่าอาหาร สส.-ยกเลิกสวัสดิการ สส.ทุกรูปแบบ “พรรคประชาชน” ก็ไม่กล้าฝืนกระแส และเล่นบาทตามน้ำไป
ทั้งที่บทบาทที่ผ่านมาของพรรคประชาชน ไปตรวจสอบสวัสดิการหน่วยงานอื่นหมด เช่น เรียกร้องให้ยกเลิกสวัสดิการทหาร อาทิ ทหารที่เกษียณแล้ว ต้องย้ายออกจากบ้านพักทหาร หรือตรวจสอบ กรรมการกองทุนประกันสังคม เช่น ค่าตัดสูท-เบี้ยประชุม-การขึ้นเครื่องบินไปดูงานต่างประเทศ แต่สวัสดิการ สส.ต่าง ๆ ที่ได้รับกัน เช่น บำนาญ สส. ที่ได้เงินบำนาญไปจนตลอดชีวิต เดือนละหลายหมื่นบาท ทั้งที่บางคนเป็น สส.แค่สมัยเดียว ก็ได้แล้วเดือนละสองหมื่นกว่าบาท หรือการปรับลดจำนวนผู้ช่วย สส. ลงจาก 8 คน ที่มากเกินความจำเป็น
เรื่องเหล่านี้ “พรรคประชาชน” กลับไม่เคยเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ยกเลิก เพราะเป็นเรื่องที่พวกตัวเองคือ “สส.-อดีต สส.” ได้ประโยชน์ จึงทำให้ “คนตั้งคำถามกับพรรคประชาชน” เช่นกัน ว่าตรวจสอบทุกหน่วยงาน แต่ทีของตัวเองพวกนักการเมือง-สส. กลับไม่เคยแตะต้อง เพราะ ไม่อยากทุบหม้อข้าวตัวเอง
ส่วนบทบาทในสภาฯ เอง ล่าสุด “พรรคประชาชน” ก็เสียท่า โดยแย่งการนำเรื่อง “แก้ไขรัฐธรรมนูญ” เพื่อยกร่าง รธน.ฉบับใหม่
ทั้งที่หากพูดถึงเรื่องแก้ไข รธน.แล้ว พรรคการเมืองพรรคแรกที่คนนึกถึงก็คือ “พรรคส้ม” แต่ปรากฏว่า “พรรคประชาชน” กลับตั้งหลักช้า ในการเคลื่อนไหวเรื่องนี้ในสภาฯ ทั้งที่มีเสียงประชามติ 21 ล้านเสียง ที่เห็นชอบให้มีการยกร่าง รธน.ฉบับใหม่เป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็กในการกดดันให้ “รัฐบาลภูมิใจไทย” และ “สมาชิกวุฒิสภา” ต้องเดินหน้าเรื่องนี้ แต่กลายเป็นว่า “พรรคประชาชน” มัวแต่ตั้งท่า ไม่ขยับอะไร

จนโดน “อนุทิน ชาญวีรกูล-พรรคภูมิใจไทย” ยื่นร่างแก้ไข รธน.เข้าสภาฯ เป็นพรรคแรกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และเนื้อหาในร่างแก้ไข รธน. ก็ดูจะตอบโจทย์ความเป็นไปได้ที่จะผ่านความเห็นชอบได้ จน “พรรคประชาชน” เห็นแล้วว่า พลาดท่าในเรื่องนี้ที่แพ้ทาง “พรรคภูมิใจไทย” ที่ชิงตัดหน้าไปก่อน จนต้องรีบประกาศจะยื่นร่างแก้ไข รธน.ของพรรคเข้ารัฐสภา ภายในไม่เกินสองสัปดาห์นี้
นี่แค่เปิดสภาฯ มาราวสามเดือน แต่ “พรรคประชาชน” กลับเดินจังหวะในสภาฯ-นอกสภาฯ ตามหลัง ทั้งฝ่ายค้านด้วยกันเองและตามหลังพรรคฝ่ายรัฐบาล
ขณะเดียวกันกับ สนามเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร ก็ยังเหนื่อยทั้งในการชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.และเก้าอี้ สก.50 เขต ขณะที่เรื่องคดีความในศาลฎีกาฯ คดีแก้มาตรา 112 ก็ยังเป็น “บ่วงรัดคอแกนนำพรรค” อยู่
ทำให้ “พรรคประชาชน” จึงต้องพยายาม “เปลี่ยนเลนการเมือง” ไปเลนอื่นบ้าง เพื่อทำให้ “ด้อมส้ม-กองเชียร์” ยังเห็นว่า พรรคประชาชนยังไม่ได้เงียบหายไปไหน
มันจึงเป็นที่มาของการที่ ออกมาเปิดแนวรบกับ “9 องคมนตรี” รวมถึง “อนุทิน” หลังเกิดภาพ “9 องคมนตรี” ไปปรากฎตัวร่วมประชุมกับ “อนุทิน” และ “รัฐมนตรีหลายคน” ที่กรมป้องกันฯ เมื่อ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา ก่อนจะโดนสวนกลับจากหลายฝ่าย แต่ “พรรคประชาชน” ก็คงไม่แคร์ เพราะคิดว่า นี่คือสิ่งที่เป็นจุดขายของพรรคคือ “ท้ารบ-ท้าชน” กับ “กลุ่มชนชั้นนำ”

ล่าสุด “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคส้ม ออกมาประดิษฐ์วาทกรรม “ระบอบสีน้ำเงิน” กำลังยึดครองการเมืองไทย-ประเทศไทย ในโอกาสครบรอบ 12 ปีวันรัฐประหารคสช.เมื่อ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา
ซึ่ง “พรรคประชาชน” คงเชื่อว่า สองหมัดนี้ที่ปล่อยออกไปทิ่ม “องคมนตรี-ระบอบสีน้ำเงิน” จะ โดนใจ “ด้อมส้ม” ให้กดไลก์รัว ๆ
เพราะอย่างน้อย ก็เป็นการ “ตีตื้นทางการเมือง” ให้กับพรรคได้ หลังเกือบสามเดือนที่ผ่านมา บทบาทในฐานะพรรคหลักในปีกฝ่ายค้าน นอกจากไม่โดดเด่นแล้ว ยังถูกมองว่า ตามหลังพรรคฝ่ายค้านที่มี สส.น้อยกว่าเสียอีก
………………………………………..
คอลัมน์ : ส่องป้อมค่ายการเมือง
โดย “พระจันทร์เสี้ยว”




















