ประธาน กมธ.การเงินฯ ระบุพบช่องว่างกฎหมายควบคุมธุรกิจ Forex ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2485 มีโทษปรับเพียง 2,500 บาท จำคุกสูงสุด 2 ปี ไม่เพียงพอในการยับยั้งมิจฉาชีพ เตรียมเสนอร่างแก้ไขกฎหมายเข้าสภาฯ พร้อมเร่งยกระดับมาตรการปราบปรามฟอกเงินก่อนไทยถูกประเมินมาตรฐานสากลในปี 2570
เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2569 จุติ ไกรฤกษ์ ประธานคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงิน และตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงความคืบหน้าการติดตามปัญหาคดีลงทุน Forex ว่า คณะกรรมาธิการได้เปิดโอกาสให้ผู้เสียหายเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงต่อกรรมาธิการโดยตรง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ธนาคารแห่งประเทศไทย และ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) หลังจากที่ผ่านมา ผู้เสียหายไม่เคยมีโอกาสเข้าชี้แจงในลักษณะดังกล่าว
จากการรับฟังข้อมูลพบว่า มิจฉาชีพอาศัยช่องว่างทางกฎหมายหลอกลวงประชาชนให้ร่วมลงทุน ทั้งที่ธนาคารแห่งประเทศไทยยืนยันว่า ไม่เคยออกใบอนุญาตให้บุคคลทั่วไปประกอบธุรกิจซื้อขาย Forex ในประเทศไทย โดยอนุญาตเฉพาะธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเท่านั้น ทั้งนี้ หลังจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และ ปปง. จะเร่งติดตามและยึดทรัพย์สินคืนให้ผู้เสียหาย
นายจุติ กล่าวว่า จุดอ่อนสำคัญของประเทศไทยอยู่ที่บทลงโทษและการบังคับใช้กฎหมาย โดยกฎหมายควบคุมการซื้อขาย Forex ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นกฎหมายตั้งแต่ปี พ.ศ.2485 กำหนดโทษปรับสูงสุดเพียง 2,500 บาท และจำคุกไม่เกิน 2 ปี ทำให้ผู้กระทำผิดไม่เกรงกลัวกฎหมาย ขณะที่กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินกำหนดโทษจำคุกเพียง 1 ปี ซึ่งต่ำกว่ากฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ที่มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี ทั้งที่คดีลักษณะดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง
“นี่คือจุดอ่อนของประเทศไทย กฎหมายมีอยู่แต่การบังคับใช้ยังมีข้อบกพร่อง ผู้กระทำผิดยังสามารถหลีกเลี่ยงการดำเนินคดีได้ ต่อจากนี้ต้องทำให้เห็นว่าผู้กระทำผิดต้องได้รับโทษจำคุกจริง รัฐบาลมีความมุ่งมั่นปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ ขจัดขบวนการฟอกเงิน และสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติว่า ประเทศไทยจะไม่เป็นศูนย์กลางธุรกิจสีเทาอีกต่อไป” นายจุติกล่าว
ประธานคณะกรรมาธิการการเงินฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อเร่งแก้ไขปัญหา คณะกรรมาธิการจะไม่รอขั้นตอนตามปกติ แต่จะให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เสนอร่างแก้ไขกฎหมายเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรโดยตรง หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทยได้สรุปข้อบกพร่องของกฎหมายเดิมเรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ยังได้ขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งออกกฎหมายลำดับรอง โดยลดระยะเวลาดำเนินการจาก 240 วัน เหลือ 120 วัน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนประเทศไทยจะเข้าสู่การประเมินมาตรฐานด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในวันที่ 30 มิ.ย. 2570 ทั้งในด้านประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายและการปรับปรุงกฎหมายเพื่อปิดช่องโหว่ที่อาจถูกนำไปใช้ในการกระทำความผิด




















