“กรณ์”จี้รัฐทบทวนดึง“ภาษีบาป”เข้าคลัง ย้ำต้องใช้งบคุ้มค่า-โปร่งใส-ไม่สุรุ่ยสุร่าย

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img


“กรณ์ จาติกวณิช” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ชี้กรณีภูมิใจไทยเสนอแก้กฎหมาย 4 ฉบับ เปลี่ยนแหล่งเงินสนับสนุนจากภาษีสุรา-ยาสูบเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี เป็นเรื่องที่ควรทบทวนความคุ้มค่าและประสิทธิภาพการใช้ภาษี พร้อมตั้งคำถามไทยพีบีเอสยังตอบโจทย์ภารกิจเดิมมากน้อยแค่ไหนในโลกสื่อที่เปลี่ยนไป ย้ำทุกหน่วยงานที่ใช้เงินภาษีต้องพร้อมรับการตรวจสอบ

เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีพรรคภูมิใจไทยเสนอแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส ร่าง พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่าง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ และร่าง พ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย เพื่อเปลี่ยนแหล่งเงินสนับสนุนจากภาษีสุราและยาสูบมาเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปีว่า ตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจัดสรรรายได้จากภาษีไปยังหน่วยงานต่างๆ โดยมีข้อยกเว้นสำหรับกฎหมายบางฉบับที่เกิดขึ้นก่อนกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ อย่างไรก็ตาม มองว่าทุกเรื่องสมควรถูกตั้งคำถามและทบทวนถึงการใช้เงินภาษีให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนผู้เสียภาษี ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องพิจารณา

นายกรณ์กล่าวว่า ยังไม่ทราบว่าประเด็นการแก้กฎหมายดังกล่าวมีความจริงจังในระดับใด แต่กรณีไทยพีบีเอสควรทบทวนว่า วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสเมื่อช่วงเริ่มต้น กับสถานการณ์ในปัจจุบันยังเหมือนเดิมหรือไม่ โดยเดิมมีเหตุผลสำคัญในการได้รับการสนับสนุนจากเงินภาษี เพื่อให้มีสื่อที่เป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง ไม่ถูกครอบงำจากนายทุนหรือฝ่ายการเมือง

“ที่ผ่านมาไทยพีบีเอสทำได้ดีระดับหนึ่ง แต่คุ้มเงินหรือไม่ต้องทบทวนร่วมกัน ต้องยอมรับว่าโลกของการสื่อสารมวลชนเปลี่ยนไป ประชาชนพึ่งพาสื่อหลัก ช่องหลัก น้อยลง ทำให้ต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่าขององค์กรและภาษีที่จัดสรรเท่าเดิมเหมาะสมหรือไม่ ขณะที่ช่องอื่นมีทุนสนับสนุนลดลง ไม่ใช่ใครมีสิทธิใช้เงินภาษีนี้ตลอดไป” นายกรณ์กล่าว

นายกรณ์กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องละเอียดอ่อนต่อสังคมโดยรวม โดยควรตั้งคำถามว่า การมีสื่ออิสระยังมีประโยชน์มากน้อยเพียงใด และที่ผ่านมาไทยพีบีเอสได้ใช้ความเป็นอิสระของตัวเองสร้างประโยชน์ตามวัตถุประสงค์เดิมของกฎหมายที่เปิดโอกาสให้จัดตั้งหรือไม่

นายกรณ์กล่าวต่อว่า ในประเด็นวินัยทางการคลัง อำนาจหน้าที่ในการจัดสรรเงินภาษีควรมาจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หากแยกเงินที่มาจากภาษีสรรพสามิตให้หน่วยงานต่างๆ โดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาตรวจสอบจาก สส.ที่มาจากการเลือกตั้งในแต่ละปี ก็อาจมีทั้งกรณีที่สมเหตุสมผลและไม่สมเหตุสมผล หรือบางกรณีอาจเคยสมเหตุสมผลในอดีต แต่ปัจจุบันอาจไม่เหมือนเดิม รวมถึงบางกรณีอาจมีเหตุผลรองรับ แต่การบริหารจัดการอาจทำได้ไม่ดี ดังนั้นทุกเรื่องจึงควรถูกทบทวนเป็นครั้งคราว โดยต้องพิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นกองทุนใดก็ตาม

เมื่อถามว่าการแก้กฎหมายที่ใช้เงินจากภาษีสุราและยาสูบ หรือที่เรียกกันว่า “ภาษีบาป” ส่งสัญญาณหรือสะท้อนภาวะการคลังของรัฐบาลอย่างไร นายกรณ์กล่าวว่า ตนมองในเรื่องความคุ้มค่าของการใช้เงินงบประมาณของรัฐบาล หากรัฐบาลคิดในเชิงวินัยการเงินการคลังด้วยการดึงงบประมาณนอกระบบเข้าสู่ระบบ เมื่อสามารถนำเข้าสู่ระบบได้แล้ว ก็ต้องตอบคำถามต่อว่ารัฐบาลใช้เงินภาษีอย่างคุ้มค่าหรือไม่

นายกรณ์กล่าวอีกว่า สภาฯ เพิ่งพิจารณาผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 และตนเห็นว่ามีการใช้งบประมาณที่สุรุ่ยสุร่ายและไม่ชอบมาพากล ดังนั้น หากต้องการให้สังคมมีความโปร่งใส ทุกคนและทุกฝ่ายที่ใช้เงินภาษีประชาชนต้องสามารถถูกตรวจสอบได้ และต้องพร้อมรับการตรวจสอบด้วย

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img