“ปกรณ์ นิลประพันธ์” รองนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กอธิบายหลักกฎหมายเกี่ยวกับคำสั่งทางปกครอง 11 ข้อ หวังสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สังคม ย้ำคำสั่งทางปกครองมีผลเมื่อผู้ถูกสั่งได้รับแจ้ง และการอุทธรณ์หรือฟ้องศาลปกครองไม่ได้ทำให้คำสั่งหยุดบังคับโดยอัตโนมัติ เว้นแต่มีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับ
เมื่อวันที่ 4 ก.ย. นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ชี้แจงหลักกฎหมายว่าด้วยคำสั่งทางปกครอง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สังคม โดยระบุหลักสำคัญไว้ 11 ข้อ
นายปกรณ์อธิบายว่า คำสั่งทางปกครองจะมีผลใช้บังคับต่อบุคคลเมื่อได้รับแจ้ง ตามมาตรา 42 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ และผลของคำสั่งอาจก่อให้เกิด โอน เปลี่ยนแปลง หรือระงับสิทธิของบุคคลที่อยู่ภายใต้คำสั่งนั้น
พร้อมยกตัวอย่างว่า เมื่อได้รับคำสั่งทางปกครอง คำสั่งย่อมมีผล และกลไกตามกฎหมายในขั้นตอนต่อไปก็จะเกิดขึ้นทันที เช่น หากมีคำสั่งไล่ออกจากราชการ ก็ต้องงดจ่ายเงินเดือน ค่าตอบแทน และสวัสดิการนับแต่วันที่คำสั่งมีผล
สำหรับการโต้แย้งคำสั่งทางปกครอง นายปกรณ์ระบุว่า หากกฎหมายไม่ได้กำหนดวิธีการไว้เป็นการเฉพาะ ก็ต้องอุทธรณ์ตามกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองหรือดำเนินการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน จึงจะสามารถฟ้องศาลปกครองได้ ตามหลัก exhaustion of administrative remedy ขณะที่หากกฎหมายกำหนดวิธีการไว้เฉพาะ ก็ต้องดำเนินการตามนั้น เช่น การฟ้องตรงต่อศาลปกครอง
อย่างไรก็ตาม นายปกรณ์เน้นย้ำว่า การอุทธรณ์หรือการฟ้องศาลปกครองไม่ได้มีผลทำให้การบังคับตามคำสั่งทางปกครองหยุดลงโดยอัตโนมัติ เว้นแต่ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์หรือศาลปกครองจะมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับ
โดยยกหลักตามข้อ 69 ของวิธีพิจารณาคดีปกครองว่า การฟ้องคดีเพื่อขอให้เพิกถอนกฎหรือคำสั่งทางปกครอง ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งนั้น เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
นายปกรณ์อธิบายเพิ่มเติมว่า ดังนั้น คำสั่งทางปกครองยังคงมีผลอยู่ตราบเท่าที่ยังไม่มีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับ ไม่ใช่เมื่อฟ้องศาลแล้วคำสั่งทางปกครองจะเสียไปหรือหมดผลทันที เพราะศาลยังต้องพิจารณารายละเอียดทั้งในด้านกระบวนการและเนื้อหาของคำสั่ง
พร้อมยกตัวอย่างว่า หากเป็น คำสั่งปิดสถานบริการ ก็ต้องหยุดประกอบกิจการ ไม่สามารถเปิดให้บริการต่อได้ หรือหากเป็น คำสั่งไล่ออกจากราชการ ผู้ถูกคำสั่งก็ต้องออกจากราชการและไม่ต้องมาปฏิบัติหน้าที่อีก
นายปกรณ์ระบุว่า หลักสำคัญของเรื่องดังกล่าวคือ “ความมั่นคงของคำสั่งทางปกครอง” เพื่อให้คำสั่งของฝ่ายปกครองสามารถมีผลและถูกบังคับใช้ได้จนกว่าจะมีเหตุให้เปลี่ยนแปลง
แต่หากท้ายที่สุดศาลปกครองมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าคำสั่งทางปกครองไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ต้องมีการยกเลิกหรือเพิกถอนคำสั่ง รวมถึงเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ขณะที่หากศาลเห็นว่าคำสั่งชอบด้วยกฎหมาย ก็สามารถบังคับตามคำสั่งนั้นต่อไปได้
ส่วนการที่ศาลปกครองจะรับเรื่องไว้พิจารณาหรือไม่ นายปกรณ์ระบุว่า ศาลจะพิจารณาก่อนว่าเรื่องดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครองหรืออยู่ในอำนาจศาลปกครองหรือไม่ หากอยู่ในอำนาจจึงจะรับไว้พิจารณา และการรับคดีไว้พิจารณาไม่ได้หมายความว่าคำสั่งทางปกครองเพิ่งมีผลในวันที่ศาลรับคดี แต่คำสั่งนั้นมีผลมาตั้งแต่วันที่ผู้ถูกคำสั่งได้รับแจ้งแล้ว
นายปกรณ์ทิ้งท้ายด้วยข้อความว่า
“ถ้าไม่เข้าใจอีก ให้ย้อนกลับไปอ่านข้อ 1 ใหม่ อย่าใช้โวหารสร้างความเชื่อบิดเบี้ยวให้แก่สังคม”



















